ลูกไม่มีสมาธิในการเรียน เมื่อเริ่มเข้าอนุบาล พ่อแม่ควรทำอย่างไรดี
อัพเดทล่าสุด: 8 ม.ค. 2026
46 ผู้เข้าชม

เมื่อลูกเริ่มเข้าอนุบาล หนึ่งในฟีดแบ็กที่พ่อแม่หลายคนได้ยินจากคุณครูคือ “ลูกไม่ค่อยมีสมาธิในการเรียน” คำพูดสั้น ๆ นี้มักทำให้ผู้ปกครองรู้สึกกังวล สับสน และเริ่มตั้งคำถามกับตัวเองทันทีว่า ลูกของเราผิดปกติหรือเปล่า เป็นปัญหาร้ายแรงไหม หรือเข้าข่ายสมาธิสั้น หรือแท้จริงแล้วนี่เป็นเพียงช่วงเวลาของการปรับตัวตามวัยของเด็กเล็ก ที่ต้องเจอสภาพแวดล้อมใหม่ กติกาใหม่ และความคาดหวังที่แตกต่างจากบ้าน ความไม่แน่ใจเหล่านี้ทำให้พ่อแม่หลายคนรู้สึกหนักใจ ทั้งที่ความจริงแล้ว พฤติกรรมการมีสมาธิหรือช่วงความสนใจสั้น ๆ ในช่วงอนุบาล อาจเป็นสัญญาณธรรมชาติของพัฒนาการที่ยังต้องค่อย ๆ เรียนรู้และเติบโตต่อไป
หรือจดจ่อกับกิจกรรมได้ไม่นาน จึงสามารถเกิดขึ้นได้ตามธรรมชาติของวัยนี้ และยังไม่จำเป็นต้องสรุปทันทีว่าเป็นปัญหาหรือความผิดปกติ สิ่งสำคัญคือการพิจารณาภาพรวมของพฤติกรรม ระยะเวลา และบริบทที่เกิดขึ้น เพราะสำหรับเด็กเล็กหลายคน เมื่อมีเวลาในการปรับตัวมากขึ้น ได้รับการสนับสนุนที่เหมาะสม และค่อย ๆ คุ้นเคยกับการเรียนรู้ในโรงเรียน ความสามารถในการมีสมาธิก็จะพัฒนาไปได้ตามวัย
ประการแรกคือการปรับตัวกับสังคมใหม่ เด็กต้องเรียนรู้การอยู่ร่วมกับเพื่อนจำนวนมาก การรอคอย การแบ่งปัน และการทำตามข้อตกลงของห้องเรียน ซึ่งล้วนเป็นทักษะที่ยังใหม่สำหรับเด็กหลายคน เมื่อพลังและความสนใจถูกใช้ไปกับการปรับตัวทางสังคม สมาธิในการเรียนจึงอาจลดลงได้ อีกปัจจัยสำคัญคือระยะเวลาการจดจ่อที่ยังสั้นตามวัย เด็กวัยอนุบาลโดยธรรมชาติสามารถโฟกัสกับกิจกรรมได้เพียงช่วงเวลาสั้น ๆ การนั่งฟังหรือทำกิจกรรมต่อเนื่องเป็นเวลานานจึงเป็นเรื่องท้าทาย และอาจถูกมองว่าเป็นการไม่มีสมาธิ ทั้งที่จริงแล้วเป็นลักษณะพัฒนาการปกติ
ความเหนื่อยล้าจากตารางชีวิตใหม่ก็มีส่วนเช่นกัน การตื่นเช้า การเดินทางไปโรงเรียน การทำกิจกรรมตลอดวัน และการพักผ่อนที่น้อยลงกว่าตอนที่เคยอยู่บ้าน อาจทำให้เด็กอ่อนล้า ส่งผลต่อความสามารถในการจดจ่อและควบคุมตัวเอง นอกจากนี้เด็กบางคนยังสื่อสารความต้องการ ความไม่สบายใจ หรือความเครียดได้ไม่ชัดเจน ความรู้สึกเหล่านี้จึงแสดงออกมาในรูปแบบของพฤติกรรม เช่น วอกแวก อยู่ไม่นิ่ง หรือไม่สนใจกิจกรรมในห้องเรียน
เมื่อพ่อแม่เข้าใจว่าพฤติกรรมการไม่มีสมาธิในช่วงเริ่มต้นมีที่มาและเหตุผลเช่นนี้ จะช่วยลดความกังวล และมองลูกด้วยความเข้าใจมากขึ้น พร้อมทั้งสามารถสนับสนุนการปรับตัวของลูกได้อย่างเหมาะสมในช่วงเวลาสำคัญนี้
แม้ว่าการที่ลูกไม่มีสมาธิในการเรียนในช่วงอนุบาลจะพบได้ตามวัย แต่ก็มีบางลักษณะที่พ่อแม่ควรเริ่มสังเกตมากขึ้น เพื่อแยกให้ออกว่านี่อาจไม่ใช่เพียงเรื่องของการปรับตัวตามพัฒนาการปกติ
สัญญาณแรกคือ ลูกไม่มีสมาธิในการเรียนอย่างต่อเนื่องในทุกสถานการณ์ ไม่ว่าจะอยู่ที่โรงเรียน ที่บ้าน หรือในกิจกรรมอื่น ๆ หากพฤติกรรมวอกแวก เก็บงานไม่เสร็จ หรือจดจ่อไม่ได้เกิดขึ้นสม่ำเสมอในหลายบริบท และเป็นมานานโดยไม่ดีขึ้น อาจเป็นสัญญาณที่ควรให้ความสำคัญ
อีกประเด็นที่ควรใส่ใจคือ เด็กไม่สามารถจดจ่อกับกิจกรรมที่ตนเองชอบได้เลย ปกติแล้วเด็กจะสามารถโฟกัสกับสิ่งที่สนใจเป็นพิเศษได้ช่วงหนึ่ง หากแม้แต่การเล่นของเล่น การวาดรูป หรือกิจกรรมที่เด็กเลือกเองก็ยังทำได้เพียงชั่วครู่และเปลี่ยนไปตลอดเวลา นี่อาจสะท้อนถึงความยากลำบากในการควบคุมสมาธิที่มากกว่าปกติ
นอกจากนี้ หากความวอกแวกส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน เช่น ทำตามคำสั่งง่าย ๆ ไม่ได้ เล่นกับเพื่อนไม่ต่อเนื่อง หรือรบกวนกิจกรรมของคนรอบข้างอยู่เสมอ ก็ควรเริ่มพิจารณาอย่างจริงจังมากขึ้น
สุดท้ายคือการมีปัญหาด้านอารมณ์หรือการควบคุมตนเองร่วมด้วย เช่น หงุดหงิดง่าย อารมณ์แปรปรวน รอคอยไม่ไหว หรือควบคุมพฤติกรรมตนเองได้ยาก เมื่อพฤติกรรมเหล่านี้เกิดควบคู่กับการไม่มีสมาธิในการเรียน พ่อแม่ควรเฝ้าสังเกตอย่างใกล้ชิด และอาจพิจารณาขอคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญเพื่อทำความเข้าใจลูกอย่างรอบด้านมากขึ้น
หากลูกไม่มีสมาธิในการเรียนและปล่อยไว้โดยไม่ได้รับการดูแลหรือช่วยเหลืออย่างเหมาะสม ในระยะยาวอาจส่งผลต่อพัฒนาการหลายด้าน โดยไม่จำเป็นต้องมองว่าเป็นเรื่องน่ากลัว แต่เป็นสิ่งที่ควรตระหนักและใส่ใจตั้งแต่เนิ่น ๆ
ผลกระทบที่พบบ่อยอย่างหนึ่งคือ ความไม่มั่นใจในตนเอง เด็กที่พยายามทำตามบทเรียนหรือคำสั่งแต่ทำได้ไม่สำเร็จซ้ำ ๆ อาจเริ่มรู้สึกว่าตนเองทำไม่ได้ หรือไม่เก่งเหมือนเพื่อน ความรู้สึกเหล่านี้สะสมไปนาน ๆ อาจกระทบต่อภาพลักษณ์ของตนเองและแรงจูงใจในการเรียนรู้ เมื่อระดับชั้นสูงขึ้น การเรียนจะมีโครงสร้างและความซับซ้อนมากขึ้น หากเด็กยังมีปัญหาเรื่องสมาธิ อาจปรับตัวกับการเรียนที่ยากขึ้นได้ลำบาก ส่งผลให้ตามบทเรียนไม่ทัน หรือรู้สึกเครียดกับการเรียนมากกว่าที่ควร
นอกจากนี้ การไม่มีสมาธิในการเรียนอาจเชื่อมโยงกับปัญหาด้านอารมณ์และการเข้าสังคม เด็กบางคนอาจหงุดหงิดง่าย ควบคุมอารมณ์ได้ยาก หรือมีปัญหาในการรอคอยและเล่นกับเพื่อน ซึ่งอาจกระทบต่อความสัมพันธ์กับคนรอบตัวในระยะยาว อย่างไรก็ตามสิ่งสำคัญคือ พฤติกรรมเหล่านี้สามารถดูแลและพัฒนาได้ หากพ่อแม่เริ่มสังเกต เข้าใจ และให้การสนับสนุนที่เหมาะสมตั้งแต่ช่วงแรก ๆ การช่วยเหลือลูกตั้งแต่เนิ่น ๆ จะเป็นการวางรากฐานที่ดีให้เด็กสามารถเรียนรู้ เติบโต และปรับตัวได้อย่างมั่นใจมากขึ้นในอนาคต
Kids Plus เข้าใจดีว่าเด็กเล็กแต่ละคนมีจังหวะการเติบโตและการเรียนรู้ที่แตกต่างกัน โดยเฉพาะในกรณีที่ลูกไม่มีสมาธิในการเรียน เราไม่ได้มองพฤติกรรมเหล่านี้เป็นปัญหาในทันที แต่ให้ความสำคัญกับการทำความเข้าใจพัฒนาการของเด็กแต่ละคนอย่างรอบด้าน
Kids Plus มีประสบการณ์ในการดูแลและสนับสนุนเด็กเล็ก เรามุ่งเน้นการกระตุ้นพัฒนาการที่เหมาะสมตามวัย ผ่านกิจกรรมที่สอดคล้องกับความสามารถและความสนใจของเด็ก เพื่อช่วยเสริมสมาธิ การควบคุมตนเอง และการเรียนรู้
สิ่งสำคัญอีกประการคือ การทำงานร่วมกับผู้ปกครองอย่างใกล้ชิด เราเชื่อว่าการดูแลเด็กให้เติบโตได้อย่างมั่นใจ ต้องเกิดจากความเข้าใจที่ตรงกันระหว่างบ้านและผู้เชี่ยวชาญ
Kids Plus พร้อมให้คำแนะนำ สนับสนุน และเดินไปพร้อมกับครอบครัว เพื่อให้ลูกได้เรียนรู้ในแบบของตัวเอง ไม่ถูกตีตรา และมีพื้นฐานที่แข็งแรงในการก้าวสู่การเรียนรู้ในอนาคตอย่างมั่นใจ
ลูกไม่มีสมาธิในการเรียนช่วงอนุบาล เป็นเรื่องปกติแค่ไหน

หรือจดจ่อกับกิจกรรมได้ไม่นาน จึงสามารถเกิดขึ้นได้ตามธรรมชาติของวัยนี้ และยังไม่จำเป็นต้องสรุปทันทีว่าเป็นปัญหาหรือความผิดปกติ สิ่งสำคัญคือการพิจารณาภาพรวมของพฤติกรรม ระยะเวลา และบริบทที่เกิดขึ้น เพราะสำหรับเด็กเล็กหลายคน เมื่อมีเวลาในการปรับตัวมากขึ้น ได้รับการสนับสนุนที่เหมาะสม และค่อย ๆ คุ้นเคยกับการเรียนรู้ในโรงเรียน ความสามารถในการมีสมาธิก็จะพัฒนาไปได้ตามวัย
สาเหตุที่ทำให้ลูกไม่มีสมาธิในการเรียนในช่วงเริ่มต้น

ประการแรกคือการปรับตัวกับสังคมใหม่ เด็กต้องเรียนรู้การอยู่ร่วมกับเพื่อนจำนวนมาก การรอคอย การแบ่งปัน และการทำตามข้อตกลงของห้องเรียน ซึ่งล้วนเป็นทักษะที่ยังใหม่สำหรับเด็กหลายคน เมื่อพลังและความสนใจถูกใช้ไปกับการปรับตัวทางสังคม สมาธิในการเรียนจึงอาจลดลงได้ อีกปัจจัยสำคัญคือระยะเวลาการจดจ่อที่ยังสั้นตามวัย เด็กวัยอนุบาลโดยธรรมชาติสามารถโฟกัสกับกิจกรรมได้เพียงช่วงเวลาสั้น ๆ การนั่งฟังหรือทำกิจกรรมต่อเนื่องเป็นเวลานานจึงเป็นเรื่องท้าทาย และอาจถูกมองว่าเป็นการไม่มีสมาธิ ทั้งที่จริงแล้วเป็นลักษณะพัฒนาการปกติ
ความเหนื่อยล้าจากตารางชีวิตใหม่ก็มีส่วนเช่นกัน การตื่นเช้า การเดินทางไปโรงเรียน การทำกิจกรรมตลอดวัน และการพักผ่อนที่น้อยลงกว่าตอนที่เคยอยู่บ้าน อาจทำให้เด็กอ่อนล้า ส่งผลต่อความสามารถในการจดจ่อและควบคุมตัวเอง นอกจากนี้เด็กบางคนยังสื่อสารความต้องการ ความไม่สบายใจ หรือความเครียดได้ไม่ชัดเจน ความรู้สึกเหล่านี้จึงแสดงออกมาในรูปแบบของพฤติกรรม เช่น วอกแวก อยู่ไม่นิ่ง หรือไม่สนใจกิจกรรมในห้องเรียน
เมื่อพ่อแม่เข้าใจว่าพฤติกรรมการไม่มีสมาธิในช่วงเริ่มต้นมีที่มาและเหตุผลเช่นนี้ จะช่วยลดความกังวล และมองลูกด้วยความเข้าใจมากขึ้น พร้อมทั้งสามารถสนับสนุนการปรับตัวของลูกได้อย่างเหมาะสมในช่วงเวลาสำคัญนี้
แบบไหนเรียกว่าควรเริ่มสังเกตมากขึ้น เมื่อรู้ว่า ลูกไม่มีสมาธิในการเรียน ไม่ใช่แค่เรื่องตามวัย
แม้ว่าการที่ลูกไม่มีสมาธิในการเรียนในช่วงอนุบาลจะพบได้ตามวัย แต่ก็มีบางลักษณะที่พ่อแม่ควรเริ่มสังเกตมากขึ้น เพื่อแยกให้ออกว่านี่อาจไม่ใช่เพียงเรื่องของการปรับตัวตามพัฒนาการปกติ
สัญญาณแรกคือ ลูกไม่มีสมาธิในการเรียนอย่างต่อเนื่องในทุกสถานการณ์ ไม่ว่าจะอยู่ที่โรงเรียน ที่บ้าน หรือในกิจกรรมอื่น ๆ หากพฤติกรรมวอกแวก เก็บงานไม่เสร็จ หรือจดจ่อไม่ได้เกิดขึ้นสม่ำเสมอในหลายบริบท และเป็นมานานโดยไม่ดีขึ้น อาจเป็นสัญญาณที่ควรให้ความสำคัญ
อีกประเด็นที่ควรใส่ใจคือ เด็กไม่สามารถจดจ่อกับกิจกรรมที่ตนเองชอบได้เลย ปกติแล้วเด็กจะสามารถโฟกัสกับสิ่งที่สนใจเป็นพิเศษได้ช่วงหนึ่ง หากแม้แต่การเล่นของเล่น การวาดรูป หรือกิจกรรมที่เด็กเลือกเองก็ยังทำได้เพียงชั่วครู่และเปลี่ยนไปตลอดเวลา นี่อาจสะท้อนถึงความยากลำบากในการควบคุมสมาธิที่มากกว่าปกติ
นอกจากนี้ หากความวอกแวกส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน เช่น ทำตามคำสั่งง่าย ๆ ไม่ได้ เล่นกับเพื่อนไม่ต่อเนื่อง หรือรบกวนกิจกรรมของคนรอบข้างอยู่เสมอ ก็ควรเริ่มพิจารณาอย่างจริงจังมากขึ้น
สุดท้ายคือการมีปัญหาด้านอารมณ์หรือการควบคุมตนเองร่วมด้วย เช่น หงุดหงิดง่าย อารมณ์แปรปรวน รอคอยไม่ไหว หรือควบคุมพฤติกรรมตนเองได้ยาก เมื่อพฤติกรรมเหล่านี้เกิดควบคู่กับการไม่มีสมาธิในการเรียน พ่อแม่ควรเฝ้าสังเกตอย่างใกล้ชิด และอาจพิจารณาขอคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญเพื่อทำความเข้าใจลูกอย่างรอบด้านมากขึ้น
หากปล่อยไว้โดยไม่ดูแล ลูกไม่มีสมาธิในการเรียนจะส่งผลอย่างไรในระยะยาว

หากลูกไม่มีสมาธิในการเรียนและปล่อยไว้โดยไม่ได้รับการดูแลหรือช่วยเหลืออย่างเหมาะสม ในระยะยาวอาจส่งผลต่อพัฒนาการหลายด้าน โดยไม่จำเป็นต้องมองว่าเป็นเรื่องน่ากลัว แต่เป็นสิ่งที่ควรตระหนักและใส่ใจตั้งแต่เนิ่น ๆ
ผลกระทบที่พบบ่อยอย่างหนึ่งคือ ความไม่มั่นใจในตนเอง เด็กที่พยายามทำตามบทเรียนหรือคำสั่งแต่ทำได้ไม่สำเร็จซ้ำ ๆ อาจเริ่มรู้สึกว่าตนเองทำไม่ได้ หรือไม่เก่งเหมือนเพื่อน ความรู้สึกเหล่านี้สะสมไปนาน ๆ อาจกระทบต่อภาพลักษณ์ของตนเองและแรงจูงใจในการเรียนรู้ เมื่อระดับชั้นสูงขึ้น การเรียนจะมีโครงสร้างและความซับซ้อนมากขึ้น หากเด็กยังมีปัญหาเรื่องสมาธิ อาจปรับตัวกับการเรียนที่ยากขึ้นได้ลำบาก ส่งผลให้ตามบทเรียนไม่ทัน หรือรู้สึกเครียดกับการเรียนมากกว่าที่ควร
นอกจากนี้ การไม่มีสมาธิในการเรียนอาจเชื่อมโยงกับปัญหาด้านอารมณ์และการเข้าสังคม เด็กบางคนอาจหงุดหงิดง่าย ควบคุมอารมณ์ได้ยาก หรือมีปัญหาในการรอคอยและเล่นกับเพื่อน ซึ่งอาจกระทบต่อความสัมพันธ์กับคนรอบตัวในระยะยาว อย่างไรก็ตามสิ่งสำคัญคือ พฤติกรรมเหล่านี้สามารถดูแลและพัฒนาได้ หากพ่อแม่เริ่มสังเกต เข้าใจ และให้การสนับสนุนที่เหมาะสมตั้งแต่ช่วงแรก ๆ การช่วยเหลือลูกตั้งแต่เนิ่น ๆ จะเป็นการวางรากฐานที่ดีให้เด็กสามารถเรียนรู้ เติบโต และปรับตัวได้อย่างมั่นใจมากขึ้นในอนาคต
Kids Plus เข้าใจเด็กเล็ก และมีประสบการณ์ในการดูแลเมื่อ ลูกไม่มีสมาธิในการเรียน
Kids Plus เข้าใจดีว่าเด็กเล็กแต่ละคนมีจังหวะการเติบโตและการเรียนรู้ที่แตกต่างกัน โดยเฉพาะในกรณีที่ลูกไม่มีสมาธิในการเรียน เราไม่ได้มองพฤติกรรมเหล่านี้เป็นปัญหาในทันที แต่ให้ความสำคัญกับการทำความเข้าใจพัฒนาการของเด็กแต่ละคนอย่างรอบด้าน
Kids Plus มีประสบการณ์ในการดูแลและสนับสนุนเด็กเล็ก เรามุ่งเน้นการกระตุ้นพัฒนาการที่เหมาะสมตามวัย ผ่านกิจกรรมที่สอดคล้องกับความสามารถและความสนใจของเด็ก เพื่อช่วยเสริมสมาธิ การควบคุมตนเอง และการเรียนรู้
สิ่งสำคัญอีกประการคือ การทำงานร่วมกับผู้ปกครองอย่างใกล้ชิด เราเชื่อว่าการดูแลเด็กให้เติบโตได้อย่างมั่นใจ ต้องเกิดจากความเข้าใจที่ตรงกันระหว่างบ้านและผู้เชี่ยวชาญ
Kids Plus พร้อมให้คำแนะนำ สนับสนุน และเดินไปพร้อมกับครอบครัว เพื่อให้ลูกได้เรียนรู้ในแบบของตัวเอง ไม่ถูกตีตรา และมีพื้นฐานที่แข็งแรงในการก้าวสู่การเรียนรู้ในอนาคตอย่างมั่นใจ
Tags :
บทความที่เกี่ยวข้อง
การพาลูกน้อยไปเที่ยวไม่ใช่แค่การพักผ่อน แต่ยังเป็นวิธีเสริมพัฒนาการเด็กให้เรียนรู้ชีวิตจริง การพึ่งพาตนเอง การเข้าสังคม และการเข้าใจโลกกว้างก่อนวัยเรียนอย่างเหมาะสม
8 ม.ค. 2026
การเข้าใจลูกคือหัวใจสำคัญของการเลี้ยงดูเด็กในยุคปัจจุบัน เมื่อโลกและสภาพแวดล้อมเปลี่ยน พ่อแม่จำเป็นต้องเรียนรู้การสังเกตและสนับสนุนลูกอย่างถูกวิธี
2 ม.ค. 2026
ลูกไม่กล้าแสดงออกอาจไม่ใช่ปัญหา แต่คือบุคลิกและพัฒนาการที่ต้องการการดูแลอย่างเหมาะสม เพื่อให้ลูกค่อย ๆ เติบโตอย่างมั่นใจ
2 ม.ค. 2026


