Selective Mutism คืออะไร? เมื่อ “ความเงียบ” ของเด็ก ไม่ได้หมายความว่าไม่กล้าพูด
Last updated: 7 Nov 2025
114 Views

ในบางครั้งพ่อแม่อาจสงสัยว่า
ทำไมลูกพูดคุยปกติที่บ้าน แต่พอไปโรงเรียนกลับไม่ยอมพูดเลย?
หรือ ทำไมลูกตอบคำถามคุณครูไม่ได้ ทั้งที่ที่บ้านพูดเก่งมาก?
อาการเหล่านี้อาจไม่ใช่แค่ เขินอาย หรือ ขี้กลัว ธรรมดา
แต่อาจเป็นภาวะที่เรียกว่า Selective Mutism (เซเล็กทีฟ มิวทิซึม) ภาวะที่เด็ก พูดได้ แต่เลือกที่จะไม่พูด ในบางสถานการณ์ หรือกับบางคน
Selective Mutism ไม่ใช่เด็กดื้อ...แต่คือเด็กที่รู้สึกกลัวเกินไปที่จะพูด
สิ่งสำคัญคือ เด็กกลุ่มนี้ ไม่ได้มีปัญหาด้านการพูด
พวกเขาพูดได้ตามปกติเมื่ออยู่ในสภาพแวดล้อมที่ ปลอดภัย เช่น ที่บ้าน กับพ่อแม่หรือพี่น้อง
แต่เมื่ออยู่ในสถานการณ์ที่รู้สึก กดดัน หรือ ถูกคาดหวัง เช่น ห้องเรียน หรืออยู่ต่อหน้าคนแปลกหน้า
เด็กจะรู้สึกวิตกกังวลจนพูดไม่ออก ราวกับมี ปุ่มปิดเสียง ในใจที่กดเองโดยไม่รู้ตัว
Selective Mutism จึงไม่ใช่เรื่องของความดื้อ หรือไม่ให้ความร่วมมือ
แต่เป็น ภาวะความวิตกกังวล (anxiety-based condition) ที่ทำให้เด็กไม่สามารถเปล่งเสียงพูดออกมาได้ แม้ในใจจะอยากพูดมากแค่ไหนก็ตาม
แล้วภาวะ Selective Mutism เกิดจากอะไรได้บ้าง?
ยังไม่มีสาเหตุเดียวที่แน่ชัด แต่จากการศึกษาพบว่า มักมีหลายปัจจัยร่วมกัน เช่น
นิสัยของเด็กเอง: เด็กที่มีบุคลิกขี้อาย ระมัดระวัง หรือไวต่อสิ่งรอบตัวมากเกินไป
ความกดดันจากสังคม: สภาพแวดล้อมที่เน้นความคาดหวังสูง เช่น ต้องตอบคำถามให้ถูก ต้องพูดให้เพราะ ต้องไม่ทำให้พ่อแม่ผิดหวัง
ประสบการณ์ในอดีต: เคยโดนล้อเวลาออกเสียงผิด เคยพูดแล้วมีคนหัวเราะ หรือรู้สึกอับอายเมื่ออยู่ต่อหน้าคนอื่น
ความเครียดแฝง: เด็กบางคนอาจมีภาวะวิตกกังวลทั่วไป (Generalized Anxiety) อยู่ก่อนแล้ว ซึ่งทำให้เกิด Selective Mutism ได้ง่ายขึ้น
Selective Mutism ต่างจาก ขี้อาย ธรรมดายังไง?
เด็กขี้อายมักจะ พูดช้า หรือ พูดเบา ในสถานการณ์ใหม่ ๆ
แต่สุดท้ายจะค่อย ๆ เปิดใจ พูดได้มากขึ้นเมื่อคุ้นเคย
ส่วนเด็กที่มี Selective Mutism นั้น พูดไม่ได้เลย แม้จะรู้จักสถานที่หรือคนคนนั้นดี
ในบางกรณี เด็กอาจขยับปากแต่ไม่มีเสียง หรือสื่อสารด้วยการพยักหน้า เขียน หรือทำท่าทางแทน พูดง่าย ๆ คือ ความเงียบของเขาไม่ใช่ความตั้งใจ แต่เป็นผลจากความวิตกกังวลที่เกินควบคุม
Selective Mutism มีผลต่อพัฒนาการไหม?
หากไม่ได้รับการเข้าใจและช่วยเหลืออย่างเหมาะสม ภาวะนี้อาจกระทบต่อหลายด้าน เช่น
การเข้าสังคม (เด็กอาจแยกตัว เพราะกลัวการสื่อสาร)
การเรียนรู้ (เพราะไม่กล้าถาม ไม่กล้าตอบ)
ความมั่นใจในตัวเอง (อาจรู้สึกว่าตัวเอง แปลก หรือ ไม่กล้าเท่าคนอื่น)
แต่ข่าวดีคือ Selective Mutism สามารถช่วยให้ดีขึ้นได้
เมื่อได้รับการส่งเสริมจากผู้ใหญ่ที่เข้าใจ และการดูแลจากผู้เชี่ยวชาญ เช่น นักกิจกรรมบำบัด นักจิตวิทยา หรือครูเฉพาะทางด้านพัฒนาการเด็ก
พ่อแม่ช่วยลูกได้อย่างไร ถ้าสงสัยว่าอาจมีภาวะนี้
อย่าบังคับให้พูดทันที การกดดันจะยิ่งทำให้ลูกเครียด
สร้างบรรยากาศที่อบอุ่นและปลอดภัย เช่น ให้ลูกอยู่กับเพื่อนที่คุ้นเคยก่อน แล้วค่อยเพิ่มจำนวนคนทีละน้อย
ใช้การเล่นเป็นสื่อกลาง เด็กจะรู้สึกผ่อนคลายมากกว่า เช่น เล่นบทบาทสมมติ เล่นขายของ หรือเล่นละครหุ่น
ชื่นชมในทุกความพยายาม แม้ลูกจะออกเสียงเพียงคำเดียว ก็ถือเป็นความก้าวหน้า
ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านพัฒนาการเด็ก เพื่อประเมินอย่างถูกต้องและวางแผนการช่วยเหลือที่เหมาะสม
Kids Plus เข้าใจและพร้อมอยู่ข้างเด็กทุกคนที่มี Selective Mutism
Kids Plus เราเข้าใจว่า ความเงียบ ของเด็กบางคนไม่ใช่ปัญหา แต่คือ เสียงของความกลัว ที่ยังต้องการความเข้าใจ ทีมผู้เชี่ยวชาญของเราพร้อมช่วยพ่อแม่ประเมินพัฒนาการ พูดคุย และวางแผนการส่งเสริมเฉพาะทาง เพื่อให้ลูกค่อย ๆ กล้าแสดงออก และสื่อสารได้อย่างมั่นใจอีกครั้ง
ทำไมลูกพูดคุยปกติที่บ้าน แต่พอไปโรงเรียนกลับไม่ยอมพูดเลย?
หรือ ทำไมลูกตอบคำถามคุณครูไม่ได้ ทั้งที่ที่บ้านพูดเก่งมาก?
อาการเหล่านี้อาจไม่ใช่แค่ เขินอาย หรือ ขี้กลัว ธรรมดา
แต่อาจเป็นภาวะที่เรียกว่า Selective Mutism (เซเล็กทีฟ มิวทิซึม) ภาวะที่เด็ก พูดได้ แต่เลือกที่จะไม่พูด ในบางสถานการณ์ หรือกับบางคน
Selective Mutism ไม่ใช่เด็กดื้อ...แต่คือเด็กที่รู้สึกกลัวเกินไปที่จะพูด
สิ่งสำคัญคือ เด็กกลุ่มนี้ ไม่ได้มีปัญหาด้านการพูด
พวกเขาพูดได้ตามปกติเมื่ออยู่ในสภาพแวดล้อมที่ ปลอดภัย เช่น ที่บ้าน กับพ่อแม่หรือพี่น้อง
แต่เมื่ออยู่ในสถานการณ์ที่รู้สึก กดดัน หรือ ถูกคาดหวัง เช่น ห้องเรียน หรืออยู่ต่อหน้าคนแปลกหน้า
เด็กจะรู้สึกวิตกกังวลจนพูดไม่ออก ราวกับมี ปุ่มปิดเสียง ในใจที่กดเองโดยไม่รู้ตัว
Selective Mutism จึงไม่ใช่เรื่องของความดื้อ หรือไม่ให้ความร่วมมือ
แต่เป็น ภาวะความวิตกกังวล (anxiety-based condition) ที่ทำให้เด็กไม่สามารถเปล่งเสียงพูดออกมาได้ แม้ในใจจะอยากพูดมากแค่ไหนก็ตาม
แล้วภาวะ Selective Mutism เกิดจากอะไรได้บ้าง?
ยังไม่มีสาเหตุเดียวที่แน่ชัด แต่จากการศึกษาพบว่า มักมีหลายปัจจัยร่วมกัน เช่น
นิสัยของเด็กเอง: เด็กที่มีบุคลิกขี้อาย ระมัดระวัง หรือไวต่อสิ่งรอบตัวมากเกินไป
ความกดดันจากสังคม: สภาพแวดล้อมที่เน้นความคาดหวังสูง เช่น ต้องตอบคำถามให้ถูก ต้องพูดให้เพราะ ต้องไม่ทำให้พ่อแม่ผิดหวัง
ประสบการณ์ในอดีต: เคยโดนล้อเวลาออกเสียงผิด เคยพูดแล้วมีคนหัวเราะ หรือรู้สึกอับอายเมื่ออยู่ต่อหน้าคนอื่น
ความเครียดแฝง: เด็กบางคนอาจมีภาวะวิตกกังวลทั่วไป (Generalized Anxiety) อยู่ก่อนแล้ว ซึ่งทำให้เกิด Selective Mutism ได้ง่ายขึ้น
Selective Mutism ต่างจาก ขี้อาย ธรรมดายังไง?
เด็กขี้อายมักจะ พูดช้า หรือ พูดเบา ในสถานการณ์ใหม่ ๆ
แต่สุดท้ายจะค่อย ๆ เปิดใจ พูดได้มากขึ้นเมื่อคุ้นเคย
ส่วนเด็กที่มี Selective Mutism นั้น พูดไม่ได้เลย แม้จะรู้จักสถานที่หรือคนคนนั้นดี
ในบางกรณี เด็กอาจขยับปากแต่ไม่มีเสียง หรือสื่อสารด้วยการพยักหน้า เขียน หรือทำท่าทางแทน พูดง่าย ๆ คือ ความเงียบของเขาไม่ใช่ความตั้งใจ แต่เป็นผลจากความวิตกกังวลที่เกินควบคุม
Selective Mutism มีผลต่อพัฒนาการไหม?
หากไม่ได้รับการเข้าใจและช่วยเหลืออย่างเหมาะสม ภาวะนี้อาจกระทบต่อหลายด้าน เช่น
การเข้าสังคม (เด็กอาจแยกตัว เพราะกลัวการสื่อสาร)
การเรียนรู้ (เพราะไม่กล้าถาม ไม่กล้าตอบ)
ความมั่นใจในตัวเอง (อาจรู้สึกว่าตัวเอง แปลก หรือ ไม่กล้าเท่าคนอื่น)
แต่ข่าวดีคือ Selective Mutism สามารถช่วยให้ดีขึ้นได้
เมื่อได้รับการส่งเสริมจากผู้ใหญ่ที่เข้าใจ และการดูแลจากผู้เชี่ยวชาญ เช่น นักกิจกรรมบำบัด นักจิตวิทยา หรือครูเฉพาะทางด้านพัฒนาการเด็ก
พ่อแม่ช่วยลูกได้อย่างไร ถ้าสงสัยว่าอาจมีภาวะนี้
อย่าบังคับให้พูดทันที การกดดันจะยิ่งทำให้ลูกเครียด
สร้างบรรยากาศที่อบอุ่นและปลอดภัย เช่น ให้ลูกอยู่กับเพื่อนที่คุ้นเคยก่อน แล้วค่อยเพิ่มจำนวนคนทีละน้อย
ใช้การเล่นเป็นสื่อกลาง เด็กจะรู้สึกผ่อนคลายมากกว่า เช่น เล่นบทบาทสมมติ เล่นขายของ หรือเล่นละครหุ่น
ชื่นชมในทุกความพยายาม แม้ลูกจะออกเสียงเพียงคำเดียว ก็ถือเป็นความก้าวหน้า
ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านพัฒนาการเด็ก เพื่อประเมินอย่างถูกต้องและวางแผนการช่วยเหลือที่เหมาะสม
Kids Plus เข้าใจและพร้อมอยู่ข้างเด็กทุกคนที่มี Selective Mutism
Kids Plus เราเข้าใจว่า ความเงียบ ของเด็กบางคนไม่ใช่ปัญหา แต่คือ เสียงของความกลัว ที่ยังต้องการความเข้าใจ ทีมผู้เชี่ยวชาญของเราพร้อมช่วยพ่อแม่ประเมินพัฒนาการ พูดคุย และวางแผนการส่งเสริมเฉพาะทาง เพื่อให้ลูกค่อย ๆ กล้าแสดงออก และสื่อสารได้อย่างมั่นใจอีกครั้ง
Related Content
การเล่นกับเพื่อนบ้านไม่ใช่แค่ความสนุก แต่เป็นพื้นที่เรียนรู้ที่สำคัญสำหรับเด็ก ผู้ปกครองสามารถออกแบบกิจกรรมง่าย ๆ เพื่อให้ลูกได้ฝึกทักษะชีวิต การเข้าสังคม การสื่อสาร และการคิดเป็นระบบ
28 Nov 2025
การก้าวเข้าสู่ช่วงอนุบาลเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของการไปโรงเรียนครั้งแรกในชีวิต และสำหรับเด็กเล็กแล้วความพร้อม ไม่ได้หมายถึงการอ่านออก เขียนได้ หรือท่องตัวเลขคล่องเท่านั้น แต่คือการมีทักษะชีวิตและทักษะสมอง (Executive Functions: EF) ที่ช่วยให้เขาปรับตัว เรียนรู้ และอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมั่นใจ
28 Nov 2025
เรียนรู้วิธีสร้างอนาคตของลูกตั้งแต่เด็ก ผ่านการส่งเสริมพัฒนาการแบบค่อยเป็นค่อยไป สนุกกับการเรียนรู้ และเติบโตอย่างสมวัย
21 Nov 2025


