แชร์

ลูกติดมือถือ จนกล้ามเนื้ออ่อนแรง! ภัยเงียบที่ทำให้ลูกจับดินสอไม่ถนัดเมื่อเข้าโรงเรียน

อัพเดทล่าสุด: 4 ก.พ. 2026
17 ผู้เข้าชม
พ่อแม่ยุคใหม่จำนวนไม่น้อยต้องสะดุดใจกับคำทักของครู เมื่อพาลูกเข้าโรงเรียนแล้วได้ยินว่า ลูกเขียนหนังสือไม่ถนัด จับดินสอไม่ค่อยได้ ทั้งที่ในสายตาพ่อแม่ เด็กคนนี้เป็นเด็กฉลาด พูดเก่ง เรียนรู้ไว และเข้าใจบทเรียนได้ดี คำถามที่ตามมาคือ เกิดอะไรขึ้นกับทักษะพื้นฐานอย่างการเขียน ทั้งที่สติปัญญาไม่ได้มีปัญหา หลายครอบครัวอาจไม่ทันสังเกตว่า คำตอบของเรื่องนี้ไม่ได้ซับซ้อนอย่างที่คิด แต่ซ่อนอยู่ในพฤติกรรมใกล้ตัว นั่นคือการใช้มือถือหรือแท็บเล็ตเป็นเวลานานตั้งแต่วัยเล็ก
 
ลูกติดมือถือ ไม่ได้ส่งผลแค่สมาธิหรือพฤติกรรมเท่านั้น แต่ยังเป็นภัยเงียบที่ค่อย ๆ บั่นทอนพัฒนาการทางกายภาพ โดยเฉพาะกล้ามเนื้อมือและนิ้ว ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของทักษะการเขียน เมื่อการใช้นิ้วไถหน้าจอเข้ามาแทนที่การหยิบ จับ บีบ ขยำ และขีดเขียน เด็กจึงอาจดูเรียนรู้ไว แต่ร่างกายกลับไม่พร้อมสำหรับการเขียนอย่างที่ควรเป็น
 

ทำไมพฤติกรรม ลูกติดมือถือ ถึงส่งผลกระทบต่อความแข็งแรงของกล้ามเนื้อมือ

 
พฤติกรรมลูกติดมือถือ ส่งผลต่อความแข็งแรงของกล้ามเนื้อมือมากกว่าที่หลายคนคิด เพราะรูปแบบการเคลื่อนไหวของมือบนหน้าจอ แตกต่างจากการใช้มือในชีวิตจริงอย่างสิ้นเชิง
 
ในเชิงสรีรวิทยา มือของเด็กเล็กต้องพัฒนากล้ามเนื้อมัดเล็ก ๆ ที่อยู่ที่นิ้ว ควบคู่กับกล้ามเนื้อภายในมือ ข้อมือ และแขนท่อนล่าง กล้ามเนื้อเหล่านี้จะค่อย ๆ แข็งแรงได้จากการออกแรงต้าน การผลัก ดึง ดัน และการควบคุมทิศทางอย่างหลากหลาย ไม่ใช่จากการเคลื่อนไหวซ้ำ ๆ แบบใช้แรงเพียงเล็กน้อย
 
เมื่อเด็กใช้มือถือหรือแท็บเล็ต การเคลื่อนไหวที่เกิดขึ้นส่วนใหญ่คือการ “จิ้ม” หรือ “ไถ” หน้าจอ ซึ่งใช้ปลายนิ้วเพียงไม่กี่นิ้ว แรงที่ใช้มีน้อยมาก และแทบไม่ต้องอาศัยการทำงานร่วมกันของนิ้วทั้งมือ ฝ่ามือ และข้อมือ กล้ามเนื้อจึงไม่ได้รับการกระตุ้นให้แข็งแรงหรือประสานงานกันอย่างเหมาะสม
 
ในทางตรงกันข้าม การจับและเขียน ต้องใช้แรงที่มากกว่า และต้องอาศัยความมั่นคงของไหล่ การควบคุมข้อมือ ความแข็งแรงของมือ และการแยกการเคลื่อนไหวของนิ้วแต่ละนิ้ว เด็กต้องออกแรงพอเหมาะ ควบคุมทิศทาง และประสานตากับมือไปพร้อมกัน ซึ่งเป็นทักษะที่หน้าจอไม่สามารถทดแทนได้
 

สัญญาณเตือนที่บอกว่า ลูกติดมือถือ จนเริ่มมีปัญหากล้ามเนื้อมือไม่แข็งแรง

 

พ่อแม่สามารถสังเกตสัญญาณเตือนของกล้ามเนื้อมือไม่แข็งแรงจากพฤติกรรมในชีวิตประจำวันได้ โดยไม่จำเป็นต้องรอให้ครูทักหรือเกิดปัญหาชัดเจนในห้องเรียน หากลูกมีพฤติกรรมเหล่านี้หลายข้อร่วมกัน อาจเป็นสัญญาณว่าการใช้หน้าจอเป็นเวลานานกำลังส่งผลต่อพัฒนาการของมืออย่างเงียบ ๆ

สัญญาณแรกที่พบได้บ่อยคือ ท่าจับดินสอผิดปกติ เด็กอาจกำดินสอทั้งมือ แทนที่จะใช้นิ้วโป้ง นิ้วชี้ และนิ้วกลาง หรือจับดินสอแบบเกร็งนิ้วมากเกินไป ข้อมือแข็ง ไม่ยืดหยุ่น ซึ่งสะท้อนว่ากล้ามเนื้อมัดเล็กยังไม่แข็งแรงพอจะควบคุมการเขียนอย่างมีประสิทธิภาพ อีกสัญญาณหนึ่งคือ บ่นปวดมือหรือเมื่อยง่ายผิดปกติ เด็กอาจบ่นเมื่อระบายสีหรือเขียนได้เพียงไม่นาน ทั้งที่กิจกรรมยังใช้เวลาไม่มาก เมื่อยมือ วางดินสอบ่อย หรือขอพักถี่ ๆ แสดงว่ากล้ามเนื้อมือและนิ้วยังทนต่อการใช้งานต่อเนื่องไม่ได้

พ่อแม่อาจสังเกตได้จาก ลักษณะลายมือที่ควบคุมได้ยาก เช่น เส้นสั่น น้ำหนักมือไม่สม่ำเสมอ เขียนตัวอักษรเล็กใหญ่ไม่เท่ากัน หรือเขียนเลยเส้นบรรทัดบ่อย ทั้งที่เด็กเข้าใจคำสั่งและตั้งใจทำ สิ่งเหล่านี้มักเกิดจากการควบคุมกล้ามเนื้อมือและข้อมือที่ยังไม่มั่นคง นอกจากนี้ เด็กบางคนจะหลีกเลี่ยงกิจกรรมที่ต้องใช้นิ้วมือ เช่น ไม่ชอบติดกระดุม รูดซิป ใช้กรรไกร ตัดกระดาษ ปั้นดินน้ำมัน หรือทำงานประดิษฐ์ เมื่อถูกชวนทำมักบ่นว่ายาก หรือไม่อยากทำ ซึ่งอาจไม่ใช่เพราะขี้เกียจ แต่เป็นเพราะร่างกายรู้สึกว่างานเหล่านี้ใช้แรงและการควบคุมที่เกินความพร้อมของมือในขณะนั้น หากพ่อแม่พบสัญญาณเหล่านี้ตั้งแต่เนิ่น ๆ ถือเป็นโอกาสสำคัญในการปรับพฤติกรรมการใช้หน้าจอ และเพิ่มกิจกรรมที่ช่วยเสริมความแข็งแรงของกล้ามเนื้อมือ ก่อนที่ปัญหาจะส่งผลต่อความมั่นใจและการเรียนรู้ของลูกในระยะยาว

หากปล่อยให้ ลูกติดมือถือ จนกล้ามเนื้ออ่อนแรง จะส่งผลกระทบอย่างไรต่อการเรียน


หากปล่อยให้พฤติกรรมลูกติดมือถือ ดำเนินต่อไปจนกล้ามเนื้อมืออ่อนแรง ผลกระทบที่เกิดขึ้นไม่ได้หยุดอยู่แค่เรื่องการจับดินสอ แต่จะค่อย ๆ ลุกลามไปสู่การเรียนรู้และสภาพจิตใจของเด็กในระยะยาว โดยเฉพาะเมื่อเด็กก้าวเข้าสู่รั้วโรงเรียนอย่างเต็มตัว ผลกระทบที่พบได้ชัดคือ เขียนงานไม่ทันเพื่อน เด็กต้องใช้เวลามากกว่าคนอื่นในการเขียนแต่ละบรรทัด เพราะมือเมื่อย ควบคุมยาก หรือเขียนผิดบ่อย เมื่องานในห้องเรียนมีเวลาจำกัด เด็กอาจทำไม่เสร็จ ถูกทักซ้ำ ๆ หรือรู้สึกว่าตนเองช้ากว่าเพื่อน ทั้งที่จริงแล้วความเข้าใจเนื้อหาไม่ได้ด้อยกว่าเลย ความรู้สึกเหล่านี้สะสมจนกลายเป็นความท้อแท้ และอาจนำไปสู่การไม่อยากไปโรงเรียนในที่สุด

อีกผลกระทบสำคัญคือ ความมั่นใจในตนเองลดลง เด็กจำนวนไม่น้อยรู้ว่าตนเองคิดได้ แต่กลับถ่ายทอดออกมาเป็นลายมือหรือผลงานไม่ได้อย่างที่ตั้งใจ เมื่องานที่ส่งออกมาดูไม่เรียบร้อย ลายมืออ่านยาก หรือผิดพลาดบ่อย เด็กอาจเริ่มมองว่าตนเองไม่เก่ง หรือสู้เพื่อนไม่ได้ ความรู้สึกด้อยค่าตนเองนี้อาจฝังลึกและส่งผลต่อทัศนคติในการเรียนในระยะยาว

นอกจากนี้ สมาธิในการเรียนยังถูกกระทบโดยตรง เด็กที่กล้ามเนื้อมือไม่แข็งแรงต้องใช้พลังงานสมองจำนวนมากไปกับการบังคับมือ คุมแรง และประคองดินสอ สมองส่วนที่ควรใช้ฟังครู คิดวิเคราะห์ และทำความเข้าใจเนื้อหา กลับถูกแบ่งไปแก้ปัญหาทางกายภาพ เมื่อพลังงานสมองถูกใช้เกินความจำเป็น สมาธิจึงหลุดง่าย เหนื่อยเร็ว และดูเหมือนไม่ตั้งใจเรียน ทั้งที่ต้นเหตุไม่ได้อยู่ที่ความสนใจ แต่เป็นความไม่พร้อมของร่างกาย

เมื่อปัญหาเหล่านี้เกิดขึ้นซ้ำ ๆ เด็กอาจเริ่มหลีกเลี่ยงงานเขียน ไม่อยากทำการบ้าน และค่อย ๆ สูญเสียความสุขในการเรียนรู้ ดังนั้น การมองเห็นผลกระทบตั้งแต่ระยะแรกและเข้าใจว่ากล้ามเนื้อมือเป็นพื้นฐานสำคัญของการเรียน จึงเป็นกุญแจสำคัญที่จะช่วยป้องกันปัญหาใหญ่ในอนาคตได้

 

เปลี่ยนจากหน้าจอมากู้คืนกล้ามเนื้อ: วิธีดูแลเบื้องต้นเมื่อ ลูกติดมือถือ

เมื่อพ่อแม่เริ่มเห็นสัญญาณว่าลูกติดมือถือจนกล้ามเนื้อมืออ่อนแรง สิ่งสำคัญไม่ใช่การดุ ห้าม หรือเร่งให้ลูกคัดลายมือให้มากขึ้น แต่คือการค่อย ๆ เข้าใจพัฒนาการของเด็กและไม่สร้างแรงกดดันทางอารมณ์ จุดเริ่มต้นคือ การจำกัดเวลาหน้าจออย่างมีเป้าหมาย ค่อย ๆ ลดเวลาใช้งาน และกำหนดช่วงเวลาที่ชัดเจน เช่น ดูได้หลังทำกิจกรรมเสร็จ หรือจำกัดให้ใช้วันละช่วงสั้น ๆ เพื่อเปิดโอกาสให้มือและร่างกายได้ทำงานในรูปแบบอื่นมากขึ้น

จากนั้นคือ การเพิ่มกิจกรรมทดแทนที่ช่วยพัฒนากล้ามเนื้อมืออย่างเป็นธรรมชาติ กิจกรรมเหล่านี้ควรมาในรูปแบบการเล่น ไม่ใช่การฝึก เช่น การปั้นแป้งโดว์หรือดินน้ำมัน ซึ่งช่วยเสริมแรงมือและนิ้ว การร้อยลูกปัดหรือหยิบของชิ้นเล็ก ช่วยฝึกการแยกการทำงานของนิ้ว การเล่นตัวต่อ บล็อกไม้ หรือของเล่นที่ต้องบีบ กด หมุน ล้วนช่วยกระตุ้นกล้ามเนื้อมัดเล็กได้ดี โดยไม่ทำให้เด็กรู้สึกว่าถูกบังคับ

สิ่งที่พ่อแม่ควรระวังเป็นพิเศษคือ การเร่งให้ลูกคัดลายมือหรือเขียนซ้ำ ๆ เพราะการเขียนเป็นผลลัพธ์ปลายทางของความแข็งแรงและการควบคุมมือ หากกล้ามเนื้อยังไม่พร้อม การบังคับเขียนจะยิ่งทำให้เด็กเมื่อย เจ็บมือ และรู้สึกต่อต้านการเรียนรู้มากขึ้น ทางออกที่แท้จริงคือการสร้างฐานรากของกล้ามเนื้อมือให้แข็งแรงก่อน แล้วทักษะการเขียนจะค่อย ๆ ดีขึ้นเองอย่างเป็นธรรมชาติ

การเปลี่ยนจากหน้าจอมาเป็นการเล่นที่ใช้มือ อาจดูเป็นเรื่องเล็กในสายตาผู้ใหญ่ แต่สำหรับเด็ก นี่คือก้าวสำคัญของการกู้คืนพัฒนาการที่หายไป และเป็นของขวัญระยะยาวต่อการเรียนรู้และความมั่นใจของเขาในอนาคต

Kids Plus เข้าใจและพร้อมช่วยฟื้นฟูทักษะการเขียน ด้วยกิจกรรมบำบัดที่สนุกและได้ผล

ที่ Kids Plus เราเข้าใจดีว่าปัญหาทักษะการเขียนไม่ได้เกิดจากเด็กไม่ตั้งใจ หรือไม่เก่งแต่เกิดจากรากฐานของร่างกายที่ยังไม่พร้อม โดยเฉพาะในเด็กยุคใหม่ที่เติบโตมากับหน้าจอและขาดโอกาสใช้มืออย่างหลากหลาย ทีมงานของเรามีประสบการณ์ตรงในการดูแลเด็กที่กล้ามเนื้อมัดเล็กอ่อนแรงจากพฤติกรรมติดมือถือและแท็บเล็ตอย่างต่อเนื่อง

Kids Plus ออกแบบและดูแลโดยนักกิจกรรมบำบัดโดยเฉพาะ เราประเมินพัฒนาการรายบุคคลอย่างอ่อนโยน เพื่อเข้าใจสาเหตุที่แท้จริงก่อนวางแผนฟื้นฟู ไม่ใช่การเร่งให้เด็กเขียน แต่เน้นกระบวนการ เล่นเพื่อให้เขียนได้ ผ่านกิจกรรมที่สนุก ท้าทายและเหมาะกับวัย ช่วยเสริมความแข็งแรงของกล้ามเนื้อมือ การควบคุมข้อมือ และการประสานตากับมืออย่างเป็นธรรมชาติ

Kids Plus พร้อมเดินเคียงข้างพ่อแม่ในการวางรากฐานสำคัญให้ลูก ก่อนก้าวสู่รั้วโรงเรียนอย่างมั่นใจ เพราะเมื่อร่างกายพร้อม การเรียนรู้ก็จะไหลลื่น และเด็กจะได้แสดงศักยภาพของตนเองออกมาอย่างเต็มที่




บทความที่เกี่ยวข้อง
ลูกไม่อยากไปโรงเรียน ปัญหาหนักใจในเช้าวันใหม่ที่พ่อแม่ต้องรับมือ
เมื่อเช้าวันใหม่กลายเป็นสงคราม เพราะ ลูกไม่อยากไปโรงเรียน พ่อแม่หลายคนอาจคิดว่าเป็นแค่การติดบ้าน แต่สาเหตุที่แท้จริงอาจซ่อนอยู่ในความรู้สึก "ตามเพื่อนไม่ทัน" บทความนี้จะพาเจาะลึกสาเหตุทางจิตวิทยาและวิธีแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ
4 ก.พ. 2026
ลูกไม่มีสมาธิในการเรียน เมื่อเริ่มเข้าอนุบาล พ่อแม่ควรทำอย่างไรดี
เมื่อลูกเพิ่งเข้าอนุบาลแล้วครูแจ้งว่า ลูกไม่มีสมาธิในการเรียน ผู้ปกครองหลายคนอาจกังวล บทความนี้จะช่วยทำความเข้าใจว่าอะไรคือเรื่องปกติ อะไรควรสังเกต และเมื่อใดควรเริ่มกระตุ้นพัฒนาการอย่างเหมาะสม
8 ม.ค. 2026
เสริมพัฒนาการเด็กผ่านการท่องเที่ยว เรียนรู้ชีวิตจริงก่อนเข้าโรงเรียนอย่างเป็นธรรมชาติ
การพาลูกน้อยไปเที่ยวไม่ใช่แค่การพักผ่อน แต่ยังเป็นวิธีเสริมพัฒนาการเด็กให้เรียนรู้ชีวิตจริง การพึ่งพาตนเอง การเข้าสังคม และการเข้าใจโลกกว้างก่อนวัยเรียนอย่างเหมาะสม
8 ม.ค. 2026
icon-messenger
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ นโยบายคุกกี้
เปรียบเทียบสินค้า
0/4
ลบทั้งหมด
เปรียบเทียบ