ลูกไม่กล้าแสดงออก ไม่ใช่เรื่องแย่เสียทีเดียว แต่อาจเป็นสัญญาณที่พ่อแม่ควรเข้าใจ

เมื่อลูกไม่กล้าแสดงออก พ่อแม่หลายคนมักรู้สึกกังวลใจ กลัวว่าลูกจะมีปัญหาในการเข้าสังคมหรือไม่พร้อมใช้ชีวิตในอนาคต แต่ในความเป็นจริงพฤติกรรมไม่กล้าแสดงออกเป็นสิ่งที่พบได้บ่อยมากในเด็กยุคปัจจุบัน และไม่ควรถูกตีตราว่าเป็นปัญหาในทันที สภาพแวดล้อมของเด็กในวันนี้เปลี่ยนไปอย่างมาก เด็กจำนวนไม่น้อยเติบโตมากับหน้าจอ โลกส่วนตัว และการสื่อสารทางอ้อม มากกว่าการมีปฏิสัมพันธ์แบบใกล้ชิดกับคนรอบตัว พฤติกรรมเงียบ ไม่กล้าพูด หรือไม่กล้าแสดงออกจึงเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้ตามบริบทของสังคม พ่อแม่จึงไม่จำเป็นต้องกังวลเกินไป แต่เมื่อเริ่มสังเกตว่าลูกเข้าสังคมยากหรือไม่มั่นใจอย่างต่อเนื่อง การเตรียมพร้อมเพื่อสนับสนุนลูกอย่างเหมาะสมจึงเป็นสิ่งสำคัญ
ลูกไม่กล้าแสดงออก ต่างจากเด็กขี้อายหรือมีปัญหาหรือไม่

เด็กที่ไม่กล้าแสดงออกไม่ได้หมายความว่ามีปัญหาเสมอไป เด็กบางคนเป็นเด็กขี้อายตามบุคลิก ชอบสังเกตมากกว่าพูด ต้องใช้เวลาในการปรับตัว แต่เมื่อรู้สึกปลอดภัยหรือคุ้นเคย เด็กกลุ่มนี้สามารถสื่อสาร เล่น และแสดงความสามารถได้ตามวัย นี่คือความแตกต่างด้านบุคลิก ไม่ใช่ความผิดปกติ
ในขณะที่เด็กบางคนอาจต้องการการดูแลใกล้ชิดขึ้น หากมีพฤติกรรมหลีกเลี่ยงการเข้าสังคมอย่างต่อเนื่อง ไม่กล้าพูดแม้ในสถานการณ์ที่คุ้นเคย ไม่กล้าแสดงความต้องการ หรือมีความกังวลสูงเมื่อต้องอยู่ร่วมกับผู้อื่น พฤติกรรมเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องน่าตกใจ แต่เป็นสัญญาณที่ชวนให้พ่อแม่หันมาสังเกตและช่วยเสริมทักษะอย่างเหมาะสม
สาเหตุที่ทำให้ลูกไม่กล้าแสดงออก อาจเริ่มจากสิ่งใกล้ตัว
ความไม่กล้าแสดงออกของเด็ก มักค่อย ๆ สะสมจากสิ่งใกล้ตัวในชีวิตประจำวัน ทั้งสิ่งแวดล้อม การเลี้ยงดู และประสบการณ์เดิม เด็กที่มีโอกาสสื่อสาร เล่น และปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่นน้อย อาจขาดความคุ้นเคยและไม่มั่นใจเมื่อต้องอยู่ในสังคม รูปแบบการเลี้ยงดูเองก็มีผล หากผู้ใหญ่ช่วยเหลือหรือพูดแทนลูกมากเกินไป เด็กอาจรู้สึกว่าตนเองไม่จำเป็นต้องพูด หรือไม่มั่นใจในความคิดของตนเอง ขณะเดียวกัน การดุ ตำหนิ หรือเปรียบเทียบกับผู้อื่น ก็อาจทำให้เด็กกลัวผิด กลัวถูกตัดสิน และเลือกเงียบเพื่อปกป้องตัวเอง
นอกจากนี้ประสบการณ์เดิม เช่น เคยถูกล้อ พูดแล้วไม่มีใครฟัง หรือเคยผิดพลาดแล้วถูกตำหนิแรง ๆ ล้วนส่งผลต่อความกล้าแสดงออกของเด็กในระยะยาว
พ่อแม่ช่วยเสริมความมั่นใจให้ลูกไม่กล้าแสดงออกได้อย่างไร

สิ่งสำคัญที่สุดคือการสร้างความรู้สึกปลอดภัยให้ลูก เริ่มจากการรับฟังอย่างตั้งใจ ฟังลูกจนจบ ไม่ขัด ไม่รีบสรุป หรือพูดแทน การที่เด็กรู้ว่าความคิดของตนเองมีคุณค่า จะช่วยเพิ่มความมั่นใจในการสื่อสาร การให้เวลาและไม่เร่งเด็กเป็นอีกหัวใจสำคัญ เด็กแต่ละคนมีจังหวะของตัวเอง พ่อแม่ไม่จำเป็นต้องผลักให้ลูกกล้าในทันที แต่ค่อย ๆ เปิดโอกาสในสถานการณ์เล็ก ๆ ที่ลูกพร้อม และค่อยขยายประสบการณ์ออกไป ที่สำคัญคือการไม่เปรียบเทียบลูกกับคนอื่น เพราะการเปรียบเทียบมักบั่นทอนความมั่นใจ มากกว่าช่วยให้เด็กกล้าแสดงออก
กิจกรรมที่ช่วยให้ลูกค่อย ๆ กล้าแสดงออกโดยไม่กดดัน

การเล่นคือเครื่องมือที่ดีที่สุดในการช่วยเด็กเปิดใจ การเล่นเป็นกลุ่มเล็ก ๆ เช่น เล่นกับพี่น้องหรือเพื่อน 1-2 คน ช่วยให้เด็กฝึกการสื่อสาร การรอคอย และการอยู่ร่วมกับผู้อื่นในบรรยากาศที่ปลอดภัย การเล่นสมมติหรือบทบาทสมมติ เช่น เล่นขายของ หรือเล่นบทบาทต่าง ๆ ช่วยให้เด็กได้ลองพูดและแสดงออกผ่านตัวละคร ซึ่งลดความกังวลและเพิ่มความกล้าโดยไม่รู้ตัว บทบาทของผู้ใหญ่คือคอยสนับสนุน ไม่กดดัน และไม่เร่งผลลัพธ์ เมื่อพ่อแม่เข้าใจ ยอมรับ และค่อย ๆ สนับสนุนอย่างเหมาะสม เด็กที่ไม่กล้าแสดงออกจะค่อย ๆ สร้างความมั่นใจในแบบของตนเอง และเติบโตไปเป็นเด็กที่กล้าสื่อสาร กล้าเป็นตัวเอง และใช้ชีวิตในสังคมได้อย่างมั่นคงในอนาคต
Kids Plus เข้าใจลูกน้อยในวัยที่ยังไม่กล้าแสดงออก และเราพร้อมเป็นผู้สนับสนุนให้คุณพ่อคุณแม่สามารถดูแลลูกน้อยได้อย่างสมวัย
Kids Plus เข้าใจดีว่า เด็กเล็กจำนวนไม่น้อยอยู่ในช่วงวัยที่ยังไม่กล้าแสดงออก ยังไม่สามารถสื่อสารความรู้สึก ความคิด หรือความต้องการของตัวเองได้อย่างชัดเจน ซึ่งหลายครั้งสิ่งเหล่านี้อาจถูกมองข้ามโดยไม่ตั้งใจ เราจึงให้ความสำคัญกับการสังเกต เข้าใจ และค่อย ๆ สนับสนุนพัฒนาการของลูกน้อยอย่างเหมาะสมตามวัย เพื่อช่วยให้คุณพ่อคุณแม่มองเห็นตัวตนที่แท้จริงของลูก เข้าใจสัญญาณเล็ก ๆ ที่ลูกพยายามสื่อสาร และสามารถดูแล ส่งเสริม รวมถึงวางรากฐานการเติบโตของลูกได้อย่างมั่นใจ สมวัย และสอดคล้องกับธรรมชาติของเด็กแต่ละคน


