Share

ทำไมลูกร้องไห้ทุกครั้งที่จับดินสอ? เจาะลึก 3 สาเหตุ ที่ทำให้เด็กไม่ชอบเขียนหนังสือ

Last updated: 5 Feb 2026
3 Views
ภาพที่พ่อแม่หลายคนอาจคุ้นเคยคือ ช่วงเวลาที่ควรเป็นเพียงการคัดลายมือหรือทำการบ้านสั้น ๆ กลับกลายเป็นช่วงเวลาที่เต็มไปด้วยน้ำตาและความตึงเครียด เด็กบางคนร้องไห้ทันทีที่เห็นดินสอ  บางคนงอแง ปฏิเสธ หรือหลบหนี พ่อแม่จึงรู้สึกทั้งสงสาร เหนื่อยใจ และเริ่มสงสัยว่า ลูกกำลังขี้เกียจ ดื้อหรือมีปัญหาอะไรบางอย่างหรือไม่ แต่ในมุมของพัฒนาการเด็ก การร้องไห้ไม่ได้เป็นเพียงพฤติกรรมดื้อเสมอไป สำหรับเด็กเล็ก น้ำตาคือภาษาหนึ่งที่ใช้สื่อสารเมื่อเขายังไม่สามารถอธิบายความยากลำบากของตัวเองเป็นคำพูดได้ การร้องไห้ทุกครั้งที่ต้องจับดินสอ จึงอาจเป็นสัญญาณสำคัญว่า เด็กกำลังเผชิญสิ่งที่ยากเกินความพร้อมของเขาในขณะนั้น


ลูกไม่ชอบเขียนหนังสือ เป็นเรื่องปกติของเด็กเล็กหรือไม่

คำตอบคือ พบได้บ่อยและถือว่าเป็นเรื่องปกติในวัยอนุบาล เพราะการเขียนเป็นหนึ่งในทักษะที่ซับซ้อนสำหรับเด็กเล็ก เด็กไม่ได้แค่จับดินสอแล้วเขียน แต่ต้องใช้หลายระบบทำงานพร้อมกัน ตั้งแต่กล้ามเนื้อมือและนิ้วที่ต้องแข็งแรงพอ การประสานตากับมือ สมาธิในการจดจ่อ รวมถึงการควบคุมอารมณ์เมื่องานนั้นไม่ง่ายอย่างที่คิด

ในช่วงวัยอนุบาล เด็กจำนวนมากยังอยู่ระหว่างการพัฒนาทักษะเหล่านี้ เมื่อร่างกายหรือสมองยังไม่พร้อมเต็มที่ การเขียนจึงกลายเป็นกิจกรรมที่ใช้พลังงานสูงและสร้างความเครียด เด็กอาจรู้สึกว่า “เขียนยาก” “เขียนไม่สวย” หรือ “ทำแล้วไม่สำเร็จ” จึงไม่น่าแปลกใจที่เด็กจะไม่ชอบเขียนหรือพยายามหลีกเลี่ยง

แทนที่จะรีบสรุปว่าลูกมีปัญหา สิ่งที่สำคัญกว่าคือการตั้งคำถามว่า ลูกกำลังติดตรงไหน และเราจะช่วยเขาได้อย่างไรให้เหมาะกับพัฒนาการของเขาในช่วงเวลานั้น

3 สาเหตุสำคัญ ที่ทำให้ลูกร้องไห้เมื่อจับดินสอ

สาเหตุสำคัญหลัก ๆ คือ

1. กล้ามเนื้อมัดเล็กยังไม่พร้อม เด็กบางคนยังมีกล้ามเนื้อมือ นิ้ว และข้อมือที่ไม่แข็งแรงพอสำหรับการจับดินสอเป็นเวลานาน การออกแรงบังคับดินสอให้เป็นไปตามที่ต้องการจึงทำให้เด็กเหนื่อยง่าย เจ็บมือ หรือรู้สึกควบคุมไม่ได้ เมื่อผลลัพธ์ที่ออกมาไม่ตรงกับความตั้งใจ เด็กจะรู้สึกท้อและผิดหวัง

สำหรับเด็กเล็ก ความรู้สึกเหล่านี้รุนแรงกว่าที่ผู้ใหญ่คิด และมักแสดงออกผ่านการร้องไห้หรือปฏิเสธ  สิ่งสำคัญ คือ เด็กไม่ได้ขี้เกียจ แต่เป็นเพราะ ร่างกายยังไม่พร้อมต่อการใช้งานแบบนั้น

2. การประสานมือกับตา และการวางแผนการเคลื่อนไหวยังไม่ดี การเขียนต้องอาศัยทักษะที่เรียกว่า motor planning หรือการวางแผนการเคลื่อนไหว รวมถึง hand eye coordination เด็กต้องคิดล่วงหน้าว่าจะลากเส้นอย่างไร และสั่งมือให้ทำตามแผนนั้นได้อย่างแม่นยำ เด็กบางคนเข้าใจ รู้ว่าจะเขียนอะไร แต่สมองยังสั่งมือได้ไม่คล่อง เส้นที่ออกมาจึงไม่ตรงกับภาพในหัว ยิ่งพยายามก็ยิ่งผิดพลาด ประสบการณ์ซ้ำ ๆ แบบนี้ทำให้เด็กเกิดความรู้สึกว่า “ฉันทำไม่ได้” และนำไปสู่ความหงุดหงิด เด็กจึงอาจเลือกหลีกเลี่ยงการเขียน เพราะรู้สึกว่า ต่อให้พยายามก็ไม่สำเร็จอยู่ดี

3. ความกดดันทางอารมณ์ และประสบการณ์ไม่ดีเกี่ยวกับการเขียน นอกจากทักษะทางร่างกายแล้ว อารมณ์มีบทบาทสำคัญต่อการเรียนรู้มากกว่าที่เราคิด การถูกเร่ง ถูกตำหนิ ถูกเปรียบเทียบ หรือถูกบังคับคัดลายมือซ้ำ ๆ อาจทำให้เด็กเชื่อมโยง “การเขียน” เข้ากับความเครียดและความล้มเหลว เมื่อสมองของเด็กจดจำว่าการเขียนคือสิ่งที่ทำให้รู้สึกแย่ เพียงแค่เห็นดินสอหรือได้ยินคำว่า “เขียน” ก็อาจกระตุ้นการต่อต้านหรือร้องไห้ทันที นี่ไม่ใช่ความดื้อ แต่เป็นกลไกป้องกันตัวเองของเด็ก

 

ทำไมการบังคับคัดลายมือ ไม่ช่วยให้ลูกเขียนได้ดีขึ้น


การฝืนให้เด็กเขียน ในช่วงที่ร่างกายหรืออารมณ์ยังไม่พร้อม อาจดูเหมือนช่วยให้เด็กคุ้นชิน แต่ในความเป็นจริง กลับสร้างผลเสียมากกว่าผลดี เด็กอาจเริ่มต่อต้านการเรียนรู้ สูญเสียความมั่นใจในตัวเอง และพัฒนาเจตคติเชิงลบต่อการเขียนอย่างถาวร การแก้ปัญหาโดยเน้นที่ผลลัพธ์ เช่น ต้องเขียนให้สวย ต้องเขียนให้เหมือนเพื่อน เป็นการแก้ที่ปลายเหตุ โดยไม่ดูว่าทักษะพื้นฐานพร้อมหรือไม่ และอาจทำให้ปัญหาทางอารมณ์ฝังลึกมากขึ้นในระยะยาว

 

เมื่อไรที่พ่อแม่ควรเริ่มสังเกตมากขึ้น

แม้ว่าเด็กเล็กจำนวนมากจะไม่ค่อยชอบการเขียน แต่หากพ่อแม่สังเกตพบสัญญาณเหล่านี้อย่างต่อเนื่อง ควรเริ่มให้ความสนใจมากขึ้น เช่น ลูกร้องไห้หรือเครียดทุกครั้งที่ต้องเขียน ไม่สามารถจับดินสอหรือทำกิจกรรมที่ใช้มืออื่น ๆ ได้เลย หลีกเลี่ยงกิจกรรมที่ต้องใช้มือทั้งหมด มีปัญหาด้านสมาธิหรือการควบคุมอารมณ์ร่วมด้วย การสังเกตไม่ใช่การตีตราลูก แต่คือการเปิดโอกาสให้เด็กได้รับการดูแลและส่งเสริมที่เหมาะสมกับพัฒนาการของเขา

 

Kids Plus เข้าใจว่า “การเขียน” ไม่ได้เริ่มที่ดินสอ

ที่ Kids Plus เราเชื่อว่า การเขียนที่ดี เริ่มจากรากฐานที่แข็งแรง ไม่ใช่การเร่งให้เด็กจับดินสอเร็วขึ้น เราให้ความสำคัญกับการประเมินถึงความพร้อมของเด็กทั้งภาพรวมของร่างกาย สมาธิ และอารมณ์ เพื่อค้นหาว่าเด็กแต่ละคนติดอยู่ตรงไหน และมีสื่อการเรียนการสอนที่พัฒนาเด็กทั้งด้านกล้ามเนื้อ การเรียนรู้ทิศทางของแต่ละเส้นแต่ละตัวอักษร ผ่านกิจกรรมการเคลื่อนไหวกล้ามเนื้อมัดใหญ่และเล็ก       งานศิลปะ งานประดิษฐ์ ที่ออกแบบมาเฉพาะโดยนักกิจกรรมบำบัด ที่เข้าใจพัฒนาการด้านการเขียน เราไม่บังคับ ไม่เร่ง แต่ใช้การเล่นเป็นสื่อหลักในการพัฒนา พร้อมทำงานร่วมกับพ่อแม่อย่างใกล้ชิด เพื่อช่วยให้เด็กค่อย ๆ สร้างความมั่นใจ ความพร้อม และพัฒนาไปสู่การเขียนได้อย่างเป็นธรรมชาติในจังหวะของตัวเอง


Related Content
7 วิธีกระตุ้นให้ลูกพูด ฝึกลูกพูดช้าให้สื่อสารได้คล่องตามช่วงวัย
พ่อแม่ควรรู้! 7 วิธีกระตุ้นให้ลูกพูด เทคนิคเปลี่ยนจากลูกพูดช้าให้พูดเร็วและสื่อสารได้สมวัย พร้อมเช็ก Milestone สำคัญที่บอกว่าลูกของคุณกำลังต้องการการดูแลอย่างใกล้ชิด
5 Feb 2026
ลูกไม่อยากไปโรงเรียน ปัญหาหนักใจในเช้าวันใหม่ที่พ่อแม่ต้องรับมือ
เมื่อเช้าวันใหม่กลายเป็นสงคราม เพราะ ลูกไม่อยากไปโรงเรียน พ่อแม่หลายคนอาจคิดว่าเป็นแค่การติดบ้าน แต่สาเหตุที่แท้จริงอาจซ่อนอยู่ในความรู้สึก "ตามเพื่อนไม่ทัน" บทความนี้จะพาเจาะลึกสาเหตุทางจิตวิทยาและวิธีแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ
4 Feb 2026
ลูกติดมือถือ จนกล้ามเนื้ออ่อนแรง! ภัยเงียบที่ทำให้ลูกจับดินสอไม่ถนัดเมื่อเข้าโรงเรียน
พ่อแม่หลายคนอาจไม่รู้ว่าการที่ ลูกติดมือถือ ไม่ได้แค่ทำลายสายตา แต่ยังส่งผลให้กล้ามเนื้อมืออ่อนแรงจนเขียนหนังสือไม่ได้ บทความนี้จะพาไปเจาะลึกสาเหตุ สัญญาณเตือน และวิธีฟื้นฟูเพื่อให้ลูกพร้อมก่อนเข้าโรงเรียน
4 Feb 2026
icon-messenger
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว and นโยบายคุกกี้
Compare product
0/4
Remove all
Compare