Share

สมาธิสั้นในเด็ก ปัญหาที่ป้องกันได้ หากพ่อแม่เข้าใจและใส่ใจตั้งแต่วันนี้

Last updated: 7 Nov 2025
93 Views
สมาธิสั้น ไม่ใช่เรื่องไกลตัวของเด็กยุคดิจิทัล ลองหลับตานึกภาพเด็กสมัยก่อนที่วิ่งเล่นกลางแจ้ง หยิบใบไม้ หิน หรือของเล่นชิ้นเล็กมาคิดจินตนาการเป็นเรื่องยิ่งใหญ่ในหัวใจเล็กๆ ของเขา สิ่งเร้ามีเพียงแค่เสียงลม นกร้อง หรือเสียงหัวเราะของเพื่อนข้างบ้าน แต่ปัจจุบัน ภาพเหล่านี้กำลังถูกแทนที่ด้วยหน้าจอสมาร์ทโฟน เสียงแจ้งเตือนที่ดังทุกนาที การ์ตูนสีสันสดใสที่เล่นวนไปไม่รู้จบ และคอนเทนต์จำนวนมหาศาลที่กำลังกระตุ้นสมองของเด็กให้วิ่งเร็วกว่าที่เขาจะทันรับมือ


ไม่ใช่เรื่องแปลกที่เด็กในยุคนี้จะเริ่มมีพฤติกรรม "อยู่นิ่งน้อยลง จดจ่อสั้นลง และถูกกระตุ้นง่ายขึ้น" จนผู้ปกครองหลายคนเริ่มกังวลว่า นี่คือสัญญาณของ สมาธิสั้น หรือแค่พฤติกรรมปกติของเด็กอายุใกล้เคียงกัน?


สมาธิสั้นในเด็ก ไม่ได้หมายความว่าเด็ก "ไม่ดี" หรือ "ขี้เกียจ" แต่คือภาวะที่ควรได้รับความเข้าใจและการดูแลอย่างถูกวิธี เพราะหากปล่อยไว้นานโดยไม่รับรู้ อาจกระทบทั้งการเรียน การเข้าสังคม และความมั่นใจในตัวเองของเด็กไปตลอด


บทความนี้จึงอยากชวนทุกท่านมาทำความรู้จัก สมาธิสั้นในเด็ก แบบที่ไม่ใช่แค่ความหมายตามตำราการแพทย์ แต่เป็นมุมมองที่เข้าใจได้ง่ายและใกล้ตัวทุกครอบครัว เพราะลูกของเราอาจไม่ได้ต้องการแค่การบอกให้ ตั้งใจหน่อยสิ แต่อาจต้องการใครสักคนที่เข้าใจระบบการทำงานของสมองพวกเขาจริงๆ

ย้อนดูสาเหตุสมาธิสั้นในเด็กเกิดจากอะไรได้บ้าง

เมื่อเราพูดถึง สมาธิสั้นในเด็ก หลายคนอาจนึกถึงสาเหตุทางพันธุกรรมหรือทางการแพทย์ แต่ในความเป็นจริง ยังมีหลายปัจจัยในชีวิตประจำวันของเด็กยุคนี้ที่อาจทำให้พัฒนาการด้านสมาธิเกิดการสะดุดได้โดยไม่รู้ตัว ซึ่งปัจจัยเหล่านี้มักมีลักษณะร่วมกันคือ เกิดจากวิถีชีวิตที่เร่งรีบและเต็มไปด้วยสิ่งเร้า


ปัจจัยเสี่ยงที่อาจกระตุ้นให้เกิดสมาธิสั้นในเด็ก

การใช้หน้าจอนานเกินไป เด็กที่ใช้แท็บเล็ตหรือโทรศัพท์วันละหลายชั่วโมงตั้งแต่เล็ก ๆ สมองจะถูกกระตุ้นอย่างรวดเร็วแต่ต่อเนื่อง ทำให้เคยชินกับการเปลี่ยนภาพหรือเสียงตลอดเวลา จนรู้สึกว่าสิ่งที่อยู่กับที่ เช่น หนังสือ หรือของเล่นที่ต้องจินตนาการเอง กลายเป็น น่าเบื่อ
การนอนหลับไม่เพียงพอ เด็กที่เข้านอนดึก ตื่นเช้า หรือพักผ่อนไม่พอ จะมีระดับฮอร์โมนที่ควบคุมสมาธิและอารมณ์เสียสมดุล ส่งผลให้จดจ่อได้น้อย และอารมณ์แปรปรวนง่ายขึ้น
ขาดกิจกรรมที่ช่วยพัฒนาสมาธิและการเคลื่อนไหว การได้วิ่งเล่นกลางแจ้ง เล่นบทบาทสมมติ หรือเล่นของเล่นที่ต้องใช้ทักษะ เช่น ต่อเลโก้ วาดรูป มีส่วนสำคัญมากในการพัฒนา EF (Executive Function) แต่กิจกรรมเหล่านี้มักถูกลดลงในชีวิตเด็กยุคจอเป็นใหญ่
ความเครียดในครอบครัว เด็กเป็นเหมือนฟองน้ำที่ดูดซับอารมณ์จากคนรอบข้าง หากบรรยากาศในบ้านเต็มไปด้วยความกังวล เสียงดัง หรือความไม่แน่นอน เด็กอาจรู้สึกไม่ปลอดภัย ส่งผลให้สมาธิถดถอยได้เช่นกัน
คุณพ่อคุณแม่ป้องกันสมาธิสั้นในเด็กได้อย่างไรบ้าง

การสร้างสมาธิที่ดีให้ลูก ไม่ใช่เรื่องลึกลับซับซ้อน และไม่ได้จำกัดแค่เด็กที่มีความเสี่ยงเท่านั้น แต่คือของขวัญ ที่พ่อแม่ทุกคนให้ได้กับลูกผ่านกิจกรรมที่ผสานความสนุก อบอุ่น และสัมพันธ์ในครอบครัวเข้าด้วยกัน เช่น


ให้ลูกได้ใช้ร่างกายอย่างเต็มที่ (Gross Motor Play) การปีน กระโดด วิ่ง ที่มีเป้าหมาย เป็นมากกว่าการเผาผลาญพลังงาน แต่ยังช่วยให้สมองส่วนที่ควบคุมสมาธิและการคิดวิเคราะห์ ทำงานได้ดีขึ้นด้วย เมื่อร่างกายได้เคลื่อนไหว เด็กจะสามารถจดจ่อกับกิจกรรมที่ต้องใช้ความนิ่งในเวลาต่อมาได้ดีขึ้น ตัวอย่างกิจกรรม เช่น ปีนป่ายสนามเด็กเล่น เล่นเกมวิ่งผลัดต่อตัว โยนรับลูกบอล หรือทำกิจกรรมโยคะเด็ก
อ่านนิทานก่อนนอนอย่างสม่ำเสมอ การอ่านนิทานก่อนนอนช่วยให้เด็กได้ผ่อนคลาย ลดการใช้งานหน้าจอ และสร้างช่วงเวลาที่ลูกรอคอยร่วมกับพ่อแม่ นอกจากพัฒนาทักษะภาษาแล้ว ยังช่วยฝึกการตั้งใจฟัง การจินตนาการ และความสามารถในการอยู่กับเรื่องราวหนึ่งได้นานขึ้น ลองเริ่มจากเลือกนิทานสั้น ๆ ที่ลูกชอบ ให้ลูกช่วยพลิกหน้า หรือทายเนื้อเรื่องอ่านซ้ำเล่มเดิมได้ ซึ่งช่วยให้เด็กคุ้นเคยและเพิ่มสมาธิขึ้นทุกครั้ง
ชวนลูกพูดคุยระหว่างทำกิจกรรม ไม่จำเป็นต้องรอให้ลูกถามถึงค่อยตอบ ลองเป็นฝ่ายชวนคุยด้วยคำถามง่าย ๆ เช่น ลูกคิดว่าเราจะวางบล็อกไม้ตรงไหนดีนะ? หรือ วันนี้ลูกชอบอะไรที่สุดที่โรงเรียน? การสนทนาเช่นนี้ช่วยกระตุ้นสมองส่วนการคิดลดหัก ความจำ และการเรียบเรียงคำพูด ซึ่งล้วนเชื่อมโยงกับสมาธิทั้งสิ้น
ให้เวลา เล่นอิสระ ที่ไม่ต้องถูกสั่ง เด็กทุกคนต้องการพื้นที่และเวลาในการลงมือคิดและเล่นตามจินตนาการของตัวเอง โดยไม่มีผู้ใหญ่กำกับตลอดเวลา การเล่นอิสระช่วยให้ลูกได้ฝึกแก้ปัญหา ควบคุมตัวเอง และโฟกัสกับสิ่งที่สนใจได้นานขึ้น

ไอเดียง่าย ๆ เช่น ตั้งมุมเล่นในบ้านที่ปลอดภัย ให้ลูกเลือกของเล่นเอง พ่อแม่คอยอยู่ใกล้ ๆ แต่ไม่ต้องกำกับ

ชวนลูกเล่าหลังเล่นเสร็จ เพื่อสะท้อนความคิด การป้องกันสมาธิสั้นในเด็ก ไม่ได้ซับซ้อนอย่างที่คิด ไม่ต้องมีของเล่นแพง ไม่ต้องมีกิจกรรมซับซ้อน

แค่ใช้ เวลา ความเข้าใจ และความต่อเนื่อง ลูกก็สามารถเติบโตมาด้วยสมาธิที่มั่นคง และเรียนรู้ได้อย่างมีความสุขตามธรรมชาติของเขาเอง


 
สมาธิสั้นในเด็กมีผลต่อพัฒนาการหรือไม่
ใช่ค่ะ สมาธิสั้นในเด็ก (ADHD: Attention Deficit Hyperactivity Disorder) มีผลต่อพัฒนาการของเด็กในหลายด้าน ทั้งพัฒนาการด้านการเรียนรู้ อารมณ์ สังคม และทักษะชีวิต แต่สิ่งสำคัญคือ หากผู้ปกครองหรือคนรอบตัวเข้าใจและช่วยสนับสนุนอย่างเหมาะสม เด็กก็สามารถพัฒนาและเติบโตอย่างมีศักยภาพได้เช่นเดียวกับเด็กทั่วไป

ผลกระทบของสมาธิสั้นต่อพัฒนาการของเด็ก


พัฒนาการด้านการเรียนรู้ เด็กที่มีสมาธิสั้นมักมีปัญหาเรื่องการจดจ่อ การฟังคำสั่งจนจบ หรือการทำงานให้เสร็จตามเวลาที่กำหนด เช่น อ่านหนังสือได้ไม่นาน หลงลืมสิ่งที่เรียนไปแล้ว หรือทำการบ้านค้างบ่อย จึงอาจทำให้ผลการเรียนไม่เป็นไปตามศักยภาพที่แท้จริง
ทักษะทางสังคมและความสัมพันธ์ การควบคุมอารมณ์ที่ยากขึ้น อาจทำให้เด็กหงุดหงิดง่าย ขัดจังหวะผู้อื่น หรือเล่นกับเพื่อนไม่เป็นคิว เป็นเหตุให้เกิดความขัดแย้งในกลุ่มเพื่อน หรือถูกมองว่า ซนเกินไป ซึ่งอาจทำให้เด็กขาดความมั่นใจ หรือรู้สึกโดดเดี่ยวได้
พัฒนาการด้านอารมณ์และความมั่นใจ หลายครั้งเด็กที่ทำผิดพลาดบ่อยหรือถูกตำหนิ เพราะ ใจลอยอีกแล้ว หรือ ทำไมไม่ตั้งใจเลย อาจเริ่มเก็บความรู้สึกผิดไว้ในใจ จนกลายเป็นความเครียด ความรู้สึกด้อยค่า หรือกลัวความล้มเหลว ทำให้ไม่กล้าลองอะไรใหม่ ๆ
ทักษะด้านการวางแผนและจัดการตนเอง (Executive Function) เด็กที่สมาธิสั้นมักมีปัญหาด้าน EF เช่น การจัดลำดับความสำคัญ การแก้ปัญหา การควบคุมตัวเอง หรือการรอคอย ซึ่งเป็นทักษะสำคัญในการเรียนและการใช้ชีวิตในอนาคต

เด็กที่มีภาวะสมาธิสั้น ไม่ได้ขาดความสามารถ แต่เพียงต้องการ วิธีการสอนและดูแลที่เหมาะสม และหากได้รับการช่วยเหลือเร็วและถูกวิธี เขาจะสามารถเติบโตขึ้นมาเป็นผู้ใหญ่ที่มีวินัย คิดสร้างสรรค์ แก้ปัญหาเก่ง และมีจุดเด่นในแบบของตัวเองได้ เด็กสมาธิสั้นหลายคนมีความคิดรวดเร็ว ไอเดียแปลกใหม่    บางคนกระตือรือร้นและมีพลังงานสูง เหมาะกับงานที่ต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์ เมื่อได้รับความเข้าใจและการสนับสนุนที่ดี จะสามารถเปล่งประกายได้ไม่แพ้ใคร

พ่อแม่สามารถช่วยลูกที่มีแนวโน้มสมาธิสั้นในเด็กได้อย่างไร

เมื่อลูกมีสัญญาณที่บ่งบอกว่าอาจสมาธิสั้น เช่น จดจ่อไม่นาน วอกแวกง่าย หรือเปลี่ยนกิจกรรมไปมาอย่างรวดเร็ว พ่อแม่ไม่จำเป็นต้องกังวลเกินไป เพราะจริง ๆ แล้วมีวิธีง่าย ๆ ที่สามารถช่วยให้ลูกพัฒนาสมาธิและการควบคุมตัวเองได้จากที่บ้าน โดยไม่รู้สึกกดดันหรือถูกบังคับ ดังนี้


ใช้เวลา เล่น กับลูกอย่างมีคุณภาพ การเล่นร่วมกัน ไม่ใช่แค่ความสนุก แต่มันคือโอกาสทองในการสื่อสาร เชื่อมความสัมพันธ์ และสังเกตความสนใจของลูก เมื่อพ่อแม่เข้าไปมีส่วนร่วม เด็กจะรู้สึกได้รับความรัก ความใส่ใจ และพร้อมเปิดใจเรียนรู้มากขึ้น เช่น ให้ลูกเป็นคนเลือกกิจกรรมเอง อย่างเลโก้ จิ๊กซอว์ ร่วมเล่นโดยไม่เร่ง ไม่ตัดสิน ใช้คำถามปลายเปิด อย่างเช่น ถ้าเราต่อสูงขึ้นอีกจะเป็นยังไงนะ?
ยอมให้ลูกใช้เวลาใน จังหวะของตัวเอง เด็กสมาธิสั้นมักต้องใช้เวลามากกว่าเด็กทั่วไปในการเปลี่ยนผ่านกิจกรรมหรือทำงานชิ้นหนึ่งให้เสร็จ การให้ลูกลองผิด ลองถูก เรียนรู้ในแบบของตัวเอง โดยไม่กดดันหรือดุว่า ทำไมช้าจัง จะช่วยสร้างความมั่นใจและค่อย ๆ เพิ่มความสามารถในการจดจ่อได้เอง
สร้าง พื้นที่สงบ ให้ลูกได้โฟกัส การมีมุมสงบในบ้าน เช่น โต๊ะเล็ก ๆ สำหรับวาดรูป อ่านหนังสือ หรือเล่นจิ๊กซอว์ โดยไม่มีเสียงจอหรือสิ่งรบกวน จะช่วยให้ลูกได้ฝึกสมาธิในสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม และได้เรียนรู้ ความเงียบ ซึ่งเป็นทักษะสำคัญในยุคที่เต็มไปด้วยสิ่งเร้า
ใช้ ความสนใจของลูก เป็นตัวช่วยฝึกสมาธิ ถ้าลูกชอบไดโนเสาร์ ก็อ่านหนังสือไดโนเสาร์ด้วยกัน ถ้าลูกชอบรถ ก็ชวนต่อรางรถซึ่งต้องคิดวางแผนและรอคอย การใช้ความสนใจเป็นฐาน จะทำให้เด็กเต็มใจสำรวจ เรียนรู้ และใช้เวลากับกิจกรรมนั้นได้นานขึ้นโดยธรรมชาติ


หากพ่อแม่สังเกตว่าลูกอาจมีภาวะสมาธิสั้น หรือมีพฤติกรรมที่รบกวนชีวิตประจำวัน เช่น ขัดจังหวะตลอดเวลา อยู่กับโต๊ะเรียนไม่ได้นาน หรือถูกเพื่อนตีความว่า ไม่ตั้งใจ การปรึกษาแพทย์ นักกิจกรรมบำบัด นักจิตวิทยาเด็ก จะทำให้เราได้แนวทางที่เหมาะสมตั้งแต่ต้น เพราะการช่วยลูกไม่ใช่การแก้ปัญหาในวันเดียว แต่คือการร่วมเดินทางไปพร้อมกันอย่างเข้าใจ ค่อยเป็นค่อยไป และให้ลูกเติบโตในแบบของเขาเองด้วยความอบอุ่นจากคนที่รักที่สุด 

 
คุณพ่อคุณแม่จะสังเกตอย่างไรเมื่อลูกอาจมีภาวะสมาธิสั้นในเด็ก

ในวัยเด็กเล็ก เด็กทุกคนมีช่วงเวลาที่ซน กระโดดโลดเต้น หรือเปลี่ยนใจเร็วเป็นเรื่องปกติ แต่บางครั้ง ถ้าพฤติกรรมเหล่านี้เกิดขึ้น บ่อยกว่าปกติ จนรบกวนการเรียนรู้ หรือทำให้ลูกเข้ากับเพื่อนยาก อาจถึงเวลาที่ลองสังเกตว่า นี่คือ นิสัยส่วนตัวของลูก หรือ สัญญาณของสมาธิสั้นในเด็ก ที่ต้องการความเข้าใจเป็นพิเศษหรือเปล่า


สังเกตสัญญาณเบื้องต้นได้จากพฤติกรรมเหล่านี้ 

เล่นของเล่นชิ้นหนึ่งได้ไม่นาน มักเริ่มอย่างกระตือรือร้น แต่ไม่นานก็เบื่อแล้วเปลี่ยนไปทำอย่างอื่น
ทำกิจกรรมไม่จบ หรือลืมสิ่งที่เพิ่งเริ่มทำ เช่น ต่อบล็อกไว้ครึ่งหนึ่งแล้วลุกเดินไปโดยไม่มีเหตุผล
ฟังคำสั่งไม่จบประโยค หรือไม่รอคิวฟัง ลูกอาจขัดจังหวะคนอื่นบ่อย ๆ หรือตอบก่อนฟังจบ พ่อแม่จึงรู้สึกว่า ไม่ตั้งใจฟังเลย
เคลื่อนไหวตลอดเวลา อยู่ไม่ค่อยนิ่ง เช่น ตกเก้าอี้ งอแงเวลาให้นั่งโต๊ะ หรือชอบเดินไปมาแม้ในเวลาที่ควรจะนั่ง
ควบคุมอารมณ์ได้ยาก เช่น หงุดหงิดง่าย ร้องไห้หรือโวยวายเมื่อมีอะไรขัดใจ

สมาธิสั้นไม่ใช่โรคติดต่อ และไม่ได้ทำให้เด็ก ด้อยกว่า เด็กคนอื่น เด็กที่มีภาวะนี้มักมีสมองที่ทำงานเร็ว มีพลังงานมาก และคิดหลายอย่างพร้อมกัน เพียงแต่อาจต้องการวิธีการสอนที่ต่างออกไปเล็กน้อย

เมื่อพ่อแม่เข้าใจลักษณะนี้ ก็จะมองเห็นว่าเด็กไม่ได้ ดื้อ หรือ ไม่ฟัง แต่เขาต้องการการชี้นำแบบเฉพาะ ไม่เร่ง ไม่ตำหนิ และใช้กิจกรรมที่เหมาะสมช่วยฝึกสมาธิอย่างค่อยเป็นค่อยไป

Kids Plus เข้าใจและพร้อมดูแลเด็กที่มีภาวะสมาธิสั้นในเด็ก

เด็กที่มีภาวะสมาธิสั้น ไม่ได้แตกต่างจากเด็กทั่วไปในความสามารถหรือคุณค่า แต่พวกเขาเพียงต้องการ ความเข้าใจ และ วิธีการสนับสนุนที่เหมาะสม เพื่อดึงศักยภาพที่ซ่อนอยู่ในตัวออกมาอย่างเต็มที่ และที่ Kids Plus เราเชื่อว่า การเข้าใจเด็ก คือหัวใจของทุกการดูแล ด้วยประสบการณ์เฉพาะทางด้านพัฒนาการเด็กและทีมผู้เชี่ยวชาญที่ประกอบด้วย นักกิจกรรมบำบัดและนักจิตวิทยา เราพร้อมให้การดูแลแบบครบวงจร ตั้งแต่การประเมินเพื่อคัดกรองสมาธิสั้นอย่างถูกต้องและเหมาะสมตามวัย ไปจนถึงการออกแบบการส่งเสริมที่สอดคล้องกับพฤติกรรมเฉพาะของเด็กแต่ละคน เราดูแลด้วยความเข้าใจและหัวใจที่มองเห็น ศักยภาพ ไม่ใช่แค่ ปัญหา เพราะทุกสมาธิของลูก เริ่มจากความเข้าใจของพ่อแม่ Kids Plus พร้อมอยู่เคียงข้างคุณและลูกน้อยทุกคนเพื่อให้เติบโตอย่างมั่นใจและสมวัยไปด้วยกัน

Related Content
กิจกรรมเด็กที่ช่วยพัฒนาอย่างรอบด้าน เมื่อการเล่นกับเพื่อนบ้านกลายเป็นบทเรียนชีวิตจริง
การเล่นกับเพื่อนบ้านไม่ใช่แค่ความสนุก แต่เป็นพื้นที่เรียนรู้ที่สำคัญสำหรับเด็ก ผู้ปกครองสามารถออกแบบกิจกรรมง่าย ๆ เพื่อให้ลูกได้ฝึกทักษะชีวิต การเข้าสังคม การสื่อสาร และการคิดเป็นระบบ
28 Nov 2025
ทำไมการเตรียมอนุบาลสำหรับลูกน้อยจึงไม่ใช่แค่เรื่องวิชาการ
การก้าวเข้าสู่ช่วงอนุบาลเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของการไปโรงเรียนครั้งแรกในชีวิต และสำหรับเด็กเล็กแล้วความพร้อม ไม่ได้หมายถึงการอ่านออก เขียนได้ หรือท่องตัวเลขคล่องเท่านั้น แต่คือการมีทักษะชีวิตและทักษะสมอง (Executive Functions: EF) ที่ช่วยให้เขาปรับตัว เรียนรู้ และอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมั่นใจ
28 Nov 2025
อนาคตของลูก: การพัฒนาเด็กอย่างค่อยเป็นค่อยไปเพื่อเติบโตอย่างมั่นใจ
เรียนรู้วิธีสร้างอนาคตของลูกตั้งแต่เด็ก ผ่านการส่งเสริมพัฒนาการแบบค่อยเป็นค่อยไป สนุกกับการเรียนรู้ และเติบโตอย่างสมวัย
21 Nov 2025
icon-messenger
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว and นโยบายคุกกี้
Compare product
0/4
Remove all
Compare