เมื่อเรากังวลว่า ในอนาคต "ลูกไม่มีเพื่อนที่โรงเรียน" เริ่มแก้ได้ด้วยการวางรากฐานพัฒนาการ

หลายครั้งที่ผู้ปกครองกังวลว่า ลูกไม่คุยกับเพื่อน เล่นคนเดียว ไม่กล้าทักใคร ไม่ค่อยเข้ากลุ่ม พฤติกรรมเหล่านี้ไม่ได้แปลว่าผิดปกติทันที แต่เป็น สัญญาณ ว่าเราควรกลับมามองว่ารากฐานทักษะสังคมของลูกแข็งแรงพอหรือยัง เพราะความสามารถในการเข้าหากลุ่ม พูดคุยกับเพื่อน หรือสร้างมิตรภาพนั้น ไม่ได้เริ่มต้นที่โรงเรียน แต่เริ่มตั้งแต่ที่บ้าน
ในช่วงวัยอนุบาลหรือก่อนเข้าเรียน ซึ่งเป็นช่วงที่สมองเด็กพัฒนาอย่างรวดเร็วที่สุด ทั้งด้านการเข้าใจอารมณ์ การสื่อสาร และการจัดการตัวเอง การวางรากฐานพัฒนาการที่ดีตั้งแต่เล็กจึงเป็นกุญแจสำคัญที่จะช่วยให้เด็กมั่นใจและพร้อมสร้างสัมพันธ์กับเพื่อนเมื่อเข้าสู่โรงเรียนจริง ๆ
ลูกไม่มีเพื่อนที่โรงเรียนเพราะรากฐานพัฒนาการทางสังคมยังไม่มั่นคง

เด็กหลายคนที่ไม่กล้าคุยหรือเล่นกับเพื่อน ไม่ได้หมายความว่าเขาเข้ากับคนอื่นไม่ได้ แต่อาจเป็นเพราะประสบการณ์ทางสังคมน้อย หรือทักษะพื้นฐานบางด้านยังไม่พัฒนาเต็มที่ เช่น ภาษา การสื่อสาร หรือการควบคุมอารมณ์ เด็กอาจไม่รู้วิธีเริ่มบทสนทนา ไม่เข้าใจอารมณ์ของผู้อื่น หรือกลัวสถานการณ์ใหม่ ๆ ที่มีคนเยอะ ความมั่นใจของเด็กเกิดจากการลองทำซ้ำ ๆ ที่บ้านผ่านกิจกรรมง่าย ๆ
เช่น การพูดคุยกับคนในบ้าน การฝึกทักทาย การสบตา การรอคิว การแบ่งปันของเล่น สิ่งเล็ก ๆ เหล่านี้ทำให้เด็กค่อย ๆ กล้าพูด กล้าเข้าหาเพื่อน และพร้อมเข้าสังคมมากขึ้น พื้นฐานที่ยังไม่แข็งแรงอาจทำให้เด็กไม่มั่นใจและรู้สึกโดดเดี่ยวได้ง่าย การเสริมรากฐานตั้งแต่วันนี้จะช่วยให้ลูกเปิดใจต่อสังคมมากขึ้นในอนาคต
วิธีวางรากฐานพัฒนาการทางสังคมให้ลูกตั้งแต่ที่บ้าน

การฝึกทักษะสังคมไม่จำเป็นต้องรอให้เด็กเข้าโรงเรียน ผู้ปกครองสามารถเริ่มจากกิจกรรมง่าย ๆ ได้ที่บ้าน เช่น การให้ลูกลองเล่นกับเพื่อนรุ่นเดียวกันในกลุ่มเล็ก ๆ เพื่อให้คุ้นเคยกับการเล่นร่วมกันโดยไม่กดดันเกินไป การฝึกกล้าแสดงออก เช่น ให้ลูกเล่านิทาน เลือกของเล่นเอง ตอบคำถามง่าย ๆ หรือแสดงความเห็นเล็ก ๆ น้อย ๆ
ช่วยเพิ่มความมั่นใจในการสื่อสารของลูก นอกจากนี้ การให้ลูกตัดสินใจเองในเรื่องเล็ก ๆ เช่น เลือกเสื้อผ้า เลือกกิจกรรม หรือเลือกอาหารบางอย่าง จะช่วยเพิ่ม self-esteem และทำให้เด็กเชื่อว่าตนเองทำได้ ช่วงอายุ 2-6 ปี คือช่วงเวลาทองที่เด็กเรียนรู้มารยาทสังคมได้ดีที่สุด ทั้งการทักทาย การผลัดกันเล่น การใช้คำพูดสุภาพ การขอบคุณ และการขอโทษ การฝึกอย่างต่อเนื่องในช่วงวัยนี้จะช่วยให้เด็กนำทักษะเหล่านี้ไปใช้ได้อย่างเป็นธรรมชาติเมื่อเข้าโรงเรียน
ทักษะ EF ช่วยลดปัญหาลูกไม่มีเพื่อนที่โรงเรียนได้อย่างไร
ทักษะ EF (Executive Functions) คือทักษะสมองชุดสำคัญที่เปรียบเสมือนระบบจัดการชีวิตของเด็กช่วยให้เด็กคิดก่อนทำ รอคอยเป็น ฟังผู้อื่น เข้าใจความรู้สึกของเพื่อน และควบคุมอารมณ์ของตนเองได้ดี เด็กที่มีทักษะ EF แข็งแรงมักจะเข้าหาเพื่อนได้ง่ายกว่า เพราะสามารถรอคิว ฟังเพื่อน เล่นร่วมกัน และแก้ปัญหาเล็ก ๆ ระหว่างการเล่นได้ด้วยตัวเอง ส่งผลให้เพื่อนรู้สึกอยากเล่นด้วย และทำให้เด็กมีความมั่นใจในตัวเองมากขึ้น พ่อแม่สามารถเสริมทักษะ EF ที่บ้านได้ง่าย ๆ
เช่น เล่นเกมที่ต้องมีกฎ กติกา มีการรอคิว หรือให้ลูกลองแก้ปัญหาเอง เช่น เมื่อของติดกันหรือทำของหายจะทำอย่างไร หรือชวนวางแผน เช่น หากเราจะไปสนามเด็กเล่นต้องเตรียมอะไรบ้าง? เมื่อทักษะ EF ดี เด็กจะมีทักษะที่ช่วยให้เพื่อนรู้สึกสบายใจเวลาเล่นด้วย จึงสร้างเพื่อนใหม่ได้ง่ายขึ้น
สัญญาณที่ควรสังเกต กันก่อนแก้ไข ลูกไม่มีเพื่อนที่โรงเรียนในอนาคต

ก่อนเข้าสู่โรงเรียน ผู้ปกครองสามารถสังเกตพฤติกรรมพัฒนาการทางสังคมของลูก เช่น ไม่สบตาเวลาเล่นกับผู้อื่น ไม่สนใจเล่นกับเพื่อนวัยเดียวกัน ไม่เข้าใจอารมณ์ของเพื่อน ไม่รู้วิธีเริ่มบทสนทนา ขี้กังวลเมื่ออยู่กับคนหลายคน สัญญาณเหล่านี้ไม่ใช่การตีตราเด็ก แต่เป็นข้อมูลสำคัญที่ช่วยให้เราวางแผนเสริมทักษะให้ลูกตั้งแต่ตอนนี้ เพื่อป้องกันความยากลำบากเมื่อต้องเข้าสังคมโรงเรียนในอนาคต
พ่อแม่จะสามารถช่วยส่งเสริมลูกได้อย่างไรบ้าง ?
สิ่งสำคัญคือการสร้างบรรยากาศของความเข้าใจและการสนับสนุน อย่าเปรียบเทียบลูกกับเด็กคนอื่น เปิดพื้นที่ให้ลูกเล่าว่าโรงเรียนมีอะไรเกิดขึ้น ชมความพยายามเมื่อเขากล้าพูดหรือกล้าทักเพื่อน
ชวนซ้อมทักษะสังคม เช่น ขอเล่นด้วยได้ไหม? ปรับความคาดหวังให้สอดคล้องกับวัยและบุคลิกของลูก
เน้นว่าการมีเพื่อนคือการเรียนรู้ ไม่ใช่การแข่งขัน เด็กแต่ละคนมีเส้นทางการเข้าสังคมที่ไม่เหมือนกัน การสนับสนุนอย่างอ่อนโยนและสม่ำเสมอจะทำให้เขามั่นใจมากขึ้นทุกวัน
Kids Plus ช่วยวางรากฐานการเข้าสังคมแบบเป็นระบบ เพื่อให้ลูกมั่นใจที่โรงเรียน
ที่ Kids Plus เราวางแผนพัฒนาทักษะทางสังคมของเด็กอย่างเป็นระบบ ผ่านกิจกรรมบำบัดรายบุคคล (Occupational Therapy) ,การฝึกทักษะ EF (Up Able) และกิจกรรมกลุ่ม (Buddy Club)เพื่อให้เด็กได้เรียนรู้ผ่านการเล่นอย่างสนุกและเป็นธรรมชาติ เด็กจึงกล้าคิด กล้าพูด และกล้าทำ เราจำลองสถานการณ์ทางสังคมจริง เช่น การเล่นกลุ่ม การผลัดกันเล่น การเล่าเรื่อง หรือการช่วยเพื่อน เพื่อให้เด็กได้ฝึกการสื่อสาร การรอคอย การฟัง และการจัดการอารมณ์ในสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัย เมื่อรากฐานทักษะเหล่านี้แข็งแรง เด็กจะเข้าหาเพื่อนได้ง่ายขึ้น มีความมั่นใจมากขึ้น และสนุกกับการไปโรงเรียนมากกว่าเดิม


